FED ขึ้นดอกเบี้ย 0.75% รอดู กนง. 

เผยแพร่ 16/06/2022 12:03

Fed ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.75% มาอยู่ที่ 1.75% และคาดว่า ณ สิ้น ปี 2565 อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ราว 3.5% ภาวะดังกล่าวถือเป็น แรงกระต้นให้ กนง. ต้องเร่งพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในประเทศ ซึ่ง ปัจจุบันต่ำเพียง 0.5% โดยหากช่องว่างของการเดินนโยบายการเงินตึงเปิดกว้าง มาเกินไปก็จะส่งผลให้Fund Flow ไหลออก และเงินบาทอ่อนค่า ทั้งนี้แม้การปรับ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลข้างเคียงต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ต้องมอง ว่าเป็นยารักษาโรคเงินเฟ้อ ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ทั้งนี้สัญญาณเงินเฟ้อในบ้านเรามีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง และมีโอกาสปรับขึ้นไป บริเวณ 8%YoY ได้ ในช่วงเดือน ส.ค. หากไม่มีการมาตรการอะไรเข้ามาแทรกแซง สัญญาณล่าสุดเป็นเรื่องของการปรับขึ้นราคา LPG ขึ้นต่อเนื่องใน 3 เดือนข้างหน้า

SETIndex ยังผันผวน แต่อาจเกิดอาการ Buy on fact ในช่วงสั้นๆ กรอบ 1590 –1617 จุด พอร์ตจำลองให้นำเงินสด 10% เข้าซื้อ CPF ทำให้สถานะเงินสดสำรอง เหลือ 15% หุ้น Top Pick เลือก CPF, MAJOR และ OSP

FED ปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.75% ตามคาด สิ้นปีคาดอยู่ที่ 3.5%

ผลการประชุม FOMC เมื่อคือนมีรายละเอียดดังนี้

1. FED ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น +0.75% ให้ดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ในกรอบ 1.50% - 1.75% ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย +0.75% ในครั้งนี้ถือเป็นการขึ้น ดอกเบี้ยที่สูงที่สุดในรอบ 30 ปี นับตั้งแต่ปี 1994

2. FED ยังวางแผนที่จะขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึง +3.5% ภายในสิ้นปีนี้ (ต้องขึ้น ดอกเบี้ยอีก +1.75% ภายในสิ้นปีนี้) โดย FED มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตรา ดอกเบี้ยอีก 0.50% หรือ 0.75% ในการประชุมเดือนก.ค. เพื่อสกัดเงินเฟ้อ อย่างจริงจัง

3. ขณะที่อัตราการว่างงาน (Unemployment rate) อาจปรับตัวสูงขึ้นจาก +3.6% ไป 4.1% ในสิ้นปี 2024 ได้

4. FED ปรับลดคาดการณ์ GDP Growth สหรัฐลงเหลือ +1.7%YoY ในปีนี้ (จาก เดิมที่เคยมองไว้ที่ +2.8%) แต่ยังเชื่อว่าจะไม่เกิด Recession ขึ้นในปีนี้

ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐมีการดีดตัวกลับทันที่ 0.5% –1% และ Bitcoin กลับมายืนเหนือ 22,000 เหรียญอีกครั้ง (หลังจากปรับฐานลงมาตลอดสัปดาห์) หลัง Fed ใช้ยาแรงใน การสกัดเงินเฟ้อ พร้อกับเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิด Recession ขึ้นในปีนี้

สรุป คือ การใช้นโยบายทางการเงินที่จริงจังของ FED เพื่อสกัดเงินเฟ้อนั้นเป็น ปัจจัยหลักในการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นวานนี้อย่างไรก็ตามสงครามยูเครน-รัสเซีย ยังคลุมเครือ จึงต้องติดตามตัวเลข CPI เดือน มิย อย่างใกล้ชิด คาดเป็นตัวกำหนด ทิศทางของ FED ในระยะต่อไป

Spread ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯและไทย ห่างขึ้นเรื่อยๆ กดดันเงินบาทอ่อน และ เม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้น

FED ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น +0.75% ให้ดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ในกรอบ 1.50% - 1.75% ตามหัวข้อด้านบน ขณะที่ไทยอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำเพียง 0.5% จึงทำให้Spread อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐปัจจุบันห่างกัน -1.25% ซึ่งดูในอดีต Spread มากที่สุดอยู่ราว -1.0% ส่งผลให้Fund Flow ต่างชาติไหลออกเฉลี่ยถึง 2.1 พันล้านบาท/วัน และสังเกตได้ว่า Spread ดอกบี้ยไทยสหรัฐยิ่งกว้างมากขึ้น เท่าไหร่ยิ่งมีโอกาสเห็น Fund Flow ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสูงตามไปด้วย (ดัง รูปด้านล่าง) และหากดอกเบี้ยปลายปีสหรัฐอยู่ที่ 3.25%-3.50% คาดทำให้ Spread ปลายปีกว้างถึง 2.75%-3%

ขณะที่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณนักลงทุนกังวลถึงการเร่งขึ้นดอกเบี้ยไทยตามขึ้นไปด้วย สะท้อนได้จาก Bond Yield ไทยระยะสั้นปรับตัวขึ้นมาเร็วและสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย นโยบาย ดังภาพทางด้านล่าง ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ กนง. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยใน อนาคต ซึ่งการประชุมครั้งหน้าวันที่ 10 สค 65 ห่างกับปัจจุบันพอสมควร จึงอาจเห็น การจัดประชุมวาระพิเศษ โดยฝ่ายวิจัยฯคาดธปท.จะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้งภายในปีนี้ (0.50%-0.75%) เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว

หาก ธปท. ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจริง ฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะกดดันให้เม็ดเงินไหล กลับไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และตามกลไกตลาดหุ้นจะถูกซื้อขายบน P/E ที่ลดลง ถ้า กนง. มีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งหรือ 0.25% จะกดดันให้ระดับ P/E ซื้อขายลดลงจาก 20.36 เท่า เหลือ 19.38 เท่า ลดลงเกือบ 1 เท่า หรือต้องใช้ EPS เพิ่มขึ้นถึง 5% ราว 4.5 บาทต่อหุ้น หรือราว 5 หมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยผลกระทบดังกล่าว และถ้านำ P/E เหมาะสม ในแต่ละระดับดอกเบี้ยนโยบายไทย มาคูณกับ EPS65F ที่ 88.9 บาท/ หุ้น จะได้เป้าหมาย SET Index ปลายปี คือ ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในปีนี้ เป้า หายดัชนีจาก 1810 จุด จะลดลงเหลือ 1722 จุด แต่ถ้ากนง. ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% เป้า หายดัชนีจะลดลงเหลือ 1643 จุด ดังภาพทางด้านล่าง

หาก กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยจริง คาดกดดัน Target SET Index ตามตาราง Sensitivity ด้านบน ดังนั้นประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุน จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การเร่งขึ้นดอกเบี้ย อาจส่งผลให้การเก็งกำไรน้ำมันลดลง

ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ก.พ. - พ.ค. 65) ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรงถึง 30% หลักๆ เกิดจากความขัดแย้งรัสเซียยูเครน รวมถึงยังเห็นการร่วมมือในการปรับลดกำลังการ ผลิตของกลุ่ม OPEC+ เร่งขึ้นอยู่ในระดับสูง สะท้อนได้จากรายงาน Compliance Rate ของการผลิตเดือน พ.ค. ออกมาที่ +260% โดยทั้ง 19 ประเทศที่เข้าร่วมใน ข้อตกลงลดอุปทานน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ ได้มีการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบรวมกัน เพียง +255,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น ทำให้การผลิตในเดือนพฤษภาคมรวมกันอยู่ที่ 37.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน (น้อยกว่าโควตาที่ทาง OPEC+ ตั้งไว้ที่ 40.3 ล้านบาร์เรลต่อ วัน) ซึ่งการผลิตต่ำกว่าโควตาเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวระดับสูง ในช่วงผ่านมา

อย่างไรก็ตามต้องติดตามดูกันว่าการเดินทางไปเยี่ยมประเทศซาอุดีอาระเบีย ของโจ ไบ เดน จะสามารถทำให้กลุ่มโอเปกผลิตน้ำมันออกมามากกว่านี้เพื่อบรรเทาตลาด อีกทั้ง การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เร็ว ล่าสุดอยู่ที่ 1.75% (สูงสุดในรอบ 2 ปีกว่า) และมี โอกาสปรับเพิ่มขึ้นต่อในช่วงที่เหลือของปี อาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน WTI ที่เริ่มย่อตัวลง ในช่วง 1 สัปดาห์ ลดลงมา -4.7% (จาก 122.11 เหรียญ/บาร์เรล เหลือ 116.34 เหรียญ/บาร์เรล) บวกกับดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าต่อจากการทยอยขึ้นดอกเบี้ยของ Fed, การเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วกดดันเม็ดเงินย้ายจากสินทรัพย์เสี่ยงกลับไปสินทรัพย์ ปลอดภัยมากขึ้น, นักลงทุนลดการเก็งกำไรใน Commodity ต่างๆ ลงได้ทุกๆ เหตุผล อาจกดดันให้ราคาน้ำมันชะลอตัวลงในช่วงต่อจากนี้ได้

ประเด็นดังกล่าวถือว่าอาจกดดันภาพรวมตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปได้เนื่องจากตลาด หุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นที่อิงกับราคา Commodity ถึง 1 ใน 3 ของหุ้นทั้งหมดในตลาด

ส่วนวันนี้คาดว่า SET มีโอกาสฟื้นตัวตามตลาดหุ้นโลกบ้าง ประเมินกรอบการ เคลื่อนไหวที่ 1590 – 1617 จุด กลยุทธ์แนะนำ OSP (หุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ และได้ประโยชน์หากราคา Commodity ลง), CPF (ราคา Laggard หุ้นอาหาร ได้ ประโยชน์บาทอ่อน), MAJOR (คนดูหนังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังจากยกเลิกการเว้น เบาะ และหนัง Jurassic World ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาทแล้ว)

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย