สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่นักลงทุนให้ความสนใจกับตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาเป็นพิเศษเนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการของบริษัทชื่อดัง สามในสี่ของหุ้นบริษัทเอกชนที่สังกัดอยู่บนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เช่นโบอิ้ง (NYSE:NYSE:BA) ฟอร์ด (NYSE:F) แคเตอร์พิลลาร์ (NYSE:CAT) ฯลฯ จะประกาศตัวเลขผลกำไรในไตรมาสที่หนึ่งของปี 2021 ให้สาธารณชนได้ทราบ
86% ของบริษัทเอกชนที่ได้รายงานผลประกอบการนับตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนเป็นต้นมาสามารถรายงานตัวเลขผลกำไรที่เอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้ ข้อมูลจาก Refinitiv คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทเอกชนสหรัฐฯ ในไตรมาสนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 33.9% ส่วนรายได้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10% ในบทความนี้เราจะเน้นไปที่สามหุ้นใหญ่จากกลุ่ม 5 เทพหุ้นเทคฯ (FAAMG) เพื่อดูว่าบริษัทเหล่านี้จะยังได้ประโยชน์จากความต้องการเทคโนโลยีในโลกที่ยังมีการแพร่ระบาดอยู่หรือไม่
1. Microsoft
บริษัทเทคโนโลยีรุ่นเก๋าที่ประสบความสำเร็จในการปรับตัวเองให้ทันกับยุคสมัยนามไมโครซอฟต์ (NASDAQ:MSFT) จะรายงานผลประกอบการแบบปีบัญชีในไตรมาสที่สามปี 2021 ในวันอังคารที่ 27 เมษายนหลังจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปิด นักวิเคราะห์คาดว่าไตรมาสนี้ไมโครซอฟต์จะสามารถรายงานตัวเลขผลกำไรได้ $41,040 ล้านเหรียญสหรัฐและมีตัวเลขการปันผลกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $1.78
หากผลงานในอดีตเป็นตัวกำหนดทิศทางในอนาคตจริง เช่นนั้นบริษัทไมโครซอฟต์ก็ควรจะสามารถแสดงตัวเลขผลกำไรที่เป็นบวกได้จากความต้องการผลิตภัณฑ์ไมโครซอฟต์ที่ผูกติดอยู่กับเทคโนโลยีคลาวด์ไม่ว่าจะเป็น Office 365, Azure เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การทำงานอยู่ที่บ้านหรือ ‘Work From Home’ กำลังกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของพวกเราไปแล้ว
ล่าสุดหุ้นของไมโครซอฟต์มีราคาปิดอยู่ที่ $261.15 ปรับตัวขึ้นมาตลอดปี 2021 ประมาณ 17% นอกจากกำไรที่เติบโตขึ้นในผลิตภัณฑ์แต่ละตัว นักลงทุนยังสนใจว่าไมโครซอฟต์จะยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลและองค์กรใหญ่ๆ อยู่หรือไม่ในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีในองค์กรไปสู่การทำงานบนระบบคลาวด์
2. Apple
บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือชื่อดังของโลก ‘iPhone’ (NASDAQ:AAPL) จะรายงานผลประกอบการแบบปีบัญชีของไตรมาสที่สองปี 2021 ในวันพุธที่ 28 เมษายนหลังจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปิด นักวิเคราะห์คาดว่าไตรมาสนี้แอปเปิลจะสามารถรายงานผลกำไรออกมาอยู่ที่ $76,710 ล้านเหรียญสหรัฐและมีตัวเลขการปันผลกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $0.98
นับตั้งแต่เริ่มปี 2021 เป็นต้นมา หุ้นแอปเปิลถือว่าเติบโตช้ากว่าเพื่อนที่อยู่กลุ่ม FAAMG การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อ iPhone 12 แม้ว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้จะสามารถรองรับ 5G ได้ แต่นอกเหนือจากนั้น iPhone 12 ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปมากจาก iPhone 11 มากเท่าไหร่นัก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ที่อยู่ฝ่ายสนับสนุนแอปเปิลก็ยังเชื่อมั่นว่า iPhone 12 จะยังสามารถทำกำไรในไตรมาสนี้ได้ การที่มือถือสามารถรองรับ 5G และมีจอที่มีความคมชัดมากขึ้นจะยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้บริโภคกล้าที่จะเปลี่ยนมือถือมาใช้ iPhone 12 มากขึ้น ปัจจุบันหุ้นแอปเปิลมีราคาซื้อขายอยู่ที่ $134.32 ยังไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้นับตั้งแต่เปลี่ยนมาเป็นปี 2021
3. Amazon
บริษัทค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาอะเมซอน (NASDAQ:AMZN) จะรายงานผลประกอบการไตรมาสที่หนึ่งปี 2021 ในวันพฤหัสบดีที่ 29 เมษายนหลังจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปิด นักวิเคราะห์คาดว่าไตรมาสนี้อะเมซอนจะสามารถรายงานตัวเลขผลกำไรได้ $104,490 ล้านเหรียญสหรัฐและมีตัวเลขการปันผลกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $9.49
ในปีที่แล้วหุ้นอะเมซอนนับได้ว่าเป็นหุ้นที่เติบโตมากที่สุดตัวหนึ่ง ผู้บริโภคได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากออฟไลน์มาสู่ออนไลน์มากขึ้นเพื่อหลักเลี่ยงการออกไปเผชิญความเสี่ยงกับโรคระบาด ล่าสุดหุ้นอะเมซอนมีราคาปิดอยู่ที่ $3,340.88 ปรับตัวขึ้นมา 6% ในเดือนที่ผ่านมา
แม้ว่าในปีนี้หุ้นอะเมซอนจะยังไม่ได้สร้างขาขึ้นอย่างโดดเด่น แต่ตราบใดที่บริษัทยังลงทุนอยู่กับเทคโนโลยีคลาวด์ และมีกำไรจากการฝากโฆษณาอย่างต่อเนื่อง เมื่อไหร่ที่พบเห็นหุ้นอะเมซอนย่อตัวลงมา ก็ไม่ควรพลาดที่จะมีหุ้นของอะเมซอนเก็บเอาไว้ในพอร์ตการลงทุนของคุณ