สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ร่วงท่ามกลางความวุ่นวายเรื่องภาษีของทรัมป์ รอผลประกอบการ Nvidia
การลงทุนในช่วงท้ายสัปดาห์ที่แล้วปรากฎว่านักลงทุนได้หันกลับมาให้ความสนใจปัจจัยพื้นฐานอีกครั้งเมื่อได้ยินข่าวว่าการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโจ ไบเดนอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาแล้วและดูเหมือนว่านักลงทุนรายย่อยแห่งเรดดิทยังไม่ได้ยอมแพ้กับศึกครั้งนี้ง่ายๆ
แม้ว่าสื่อหลักๆ จะไม่ได้ประโคมข่าวการเอาคืนของนักลงทุนรายย่อยมากเหมือนสองสัปดาห์ที่แล้ว แต่นักลงทุนบางส่วนที่ติดตามข่าวสารของกองทัพเรทดิทก็ยังสามารถทำกำไรจากหุ้นบางตัวได้อยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รายงานผลประกอบการไปมากกว่า 95% แล้ว จากการรายงานผลประกอบการล่าสุด หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นกำลังหลักในการพาดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นต่อเพราะรายงานผลประกอบการจากบริษัทเกิน 95% นั้นสามารถเอาชนะตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ได้หมด สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า 88% ของบริษัทเหล่านั้นสามารถประกาศตัวเลขสูงสุดเท่าที่เคยทำกำไรได้อีกด้วย
ในสัปดาห์นี้ เรายังคงอยู่กับการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2020 เราจะมาดูกันว่ามีบริษัทดังๆ ใดที่น่าสนใจและยังไม่ได้รายงานผลประกอบการอยู่บ้าง
1. Disney
อาณาจักรมิกกี้เมาส์ (NYSE:DIS) จะรายงานผลประกอบการแบบปีบัญชีของไตรมาสที่ 1 ปี 2021 ในวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์หลังจากตลาดหลักทรัพย์สหรัฐปิด นักวิเคราะห์คาดว่าดิสนีย์จะสามารถรายงานตัวเลขผลกำไรในไตรมาสนี้ได้ $15,890 ล้านเหรียญสหรัฐและมีตัวเลขอัตราส่วนกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ -$0.33 
เป็นที่ทราบกันดีว่าตลอดช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นฝันร้ายของดิสนีย์เพราะธุรกิจที่เคยทำกำไรให้ดิสนีย์เป็นหลักอย่างเช่นสวนสนุก โรงแรม ภาพยนตร์และรีสอร์ทต่างก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐ
แต่ในโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่เมื่อดิสนีย์สามารถเปิดตัวแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งภาพยนตร์ “ดิสนีย์พลัส (Disney+)” ได้ในเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ก่อนการแพร่ระบาด ธุรกิจภาพยนตร์สตรีมมิ่งที่เติบโตเป็นอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ช่วยให้ดิสนีย์มีสภาพคล่องที่ยังพอจะให้บริษัทเดินหน้าไปได้ในช่วงวิกฤต นับตั้งแต่หุ้นดิสนีย์ร่วงลงไป 40% ในเดือนมีนาคมปี 2020 การเติบโตของดิสนีย์พลัสก็ได้ทำให้หุ้นดิสนีย์วิ่งกลับขึ้นมาแล้วประมาณ 25%
ขาขึ้นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองว่าดิสนีย์สามารถกลับมาได้ทันทีหลังจากวิกฤตโควิดจบสิ้นลง ปัจจุบันหุ้นดิสนีย์มีราคาซื้อขายอยู่ที่ $181.16
2. Twitter
โซเชียลแพลตฟอร์มชื่อดังหรือที่มีชื่อเล่นในหมู่วัยรุ่นว่า “ทวิตภพ” (NYSE:TWTR) จะรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ในวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิด นักวิเคราะห์ประเมินว่าในการรายงานผลกำไรครั้งนี้ ทวิตเตอร์จะสามารถทำกำไรได้ $1,180 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่ตัวเลขอัตราส่วนกำไรต่อหุ้นจะมีตัวเลขอยู่ที่ $0.29 
นักวิเคราะห์เชื่อว่าในไตรมาสที่ 4 นี้ทวิตเตอร์จะยังสามารถรักษาฟอร์มการรายงานผลประกอบการที่สามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เหล่านี้จะใช้เกณฑ์ตัดสินจากสองช่วงเวลา หนึ่งคือการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ที่สามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้และสองคือช่วงเวลาที่มีคนใช้ทวิตเตอร์มากที่สุดในช่วงที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
สิ่งที่จะเป็นตัวบ่งบอกการเติบโตของบริษัททวิตเตอร์ได้ดีที่สุดคือยอดผู้ใช้งานในแต่ละวันและยอดผู้ที่มาเปิดบัญชีใช้งานใหม่กับทวิตเตอร์ ล่าสุดหุ้นทวิตเตอร์มีราคาซื้อขายอยู่ที่ $56.78 และสามารถให้ผลตอบแทนคืนกับนักลงทุนในช่วงสามเดือนล่าสุดได้มากถึง 30%
3. Coca-Cola
บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลมชื่อดังของโลก “โคคาโคลา” (NYSE:KO) จะรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2020 ในวันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ก่อนตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เปิด นักวิเคราะห์ประเมินว่าในการรายงานผลกำไรครั้งนี้ โคคาโคลาจะสามารถทำกำไรได้ $8,610 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่ตัวเลขอัตราส่วนกำไรต่อหุ้นจะมีตัวเลขอยู่ที่ $0.42
ยอดขายของเครื่องดื่มโคคาโคลาต้องเผชิญกับแรงกดดันเนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่ต้องหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยักษ์ใหญ่ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มและขนมชื่อดังเคยบอกกับนักลงทุนในช่วงการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ในเดือนตุลาคมว่าบริษัทยังเห็นอัตราการเติบโตของยอดขายในประเทศจีน แม้ว่ายอดขายในพื้นที่อื่นๆ ของโลกจะตกลงเพราะวิกฤตโรคระบาด
จอห์น เมอร์ฟี่ หัวหน้าผู้ดูแลฝ่ายการเงินของบริษัทโคคาโคลาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Wall Street Journal ว่า
“แม้ยอดขายในประเทศจีนจะไม่ได้กลับไปดีเหมือนกับช่วงก่อนโควิด แต่ผู้บริโภคที่นี่มีความเคยชินกับการใช้ชีวิตด้วยการชำระเงินซื้อของออนไลน์ ด้วยเหตุนั้นการเข้ามาของโควิดจึงไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคที่ประเทศจีนต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากนัก”
หุ้นของบริษัทโคคาโคลามีราคาซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ $49.65 ปรับตัวลดลงเกือบ 16% ในช่วงหนึ่งปีล่าสุด สิ่งที่นักลงทุนต้องการทราบในการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ครั้งนี้คือบริษัทจะยังสามารถแก้ไขปัญหาการเติบโตชะลอตัวและเพิ่มยอดขายให้กับผลิตภัณฑ์ไม่มีน้ำตาลอย่างไร
