ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการที่ทรัมป์สั่งกีดกันการนำเข้าน้ำมันอิหร่านคือซาอุดิอาระเบีย และฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ที่สุดกลับไม่ใช่อิหร่าน
ในอีกหลายสัปดาห์หรือแม้กระทั่งหลายเดือนข้างหน้า คาดว่าบรรดาประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากการนำเข้าเป็นหลักไม่ว่าจีนหรืออินเดียรวมถึงสหรัฐฯ เองก็ด้วย จะต้องจ่ายราคาน้ำมันนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากซาอุฯ และเหล่าประเทศพันธมิตรในกลุ่มโอเปกยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างรายได้จากน้ำมัน มากกว่าที่จะช่วยให้อุปทานน้ำมันมีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการทั่วโลก
หายนะแก่ผู้บริโภค
สิ่งที่ทำให้เกิดภาวะอันเป็นหายนะแก่ผู้บริโภค คือการที่เหล่าผู้จัดการกองทุนต่างก็พากันแห่เข้าซื้อในช่วงขาขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเกิด “การปรับสมดุลของตลาด” ทว่าข้อแตกต่างสำหรับกรณีนี้ก็คือ หากต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของตลาดจริง ๆ จะต้องมีปริมาณน้ำมันในตลาดที่อุดมสมบูรณ์อย่างเห็นได้ชัดเสียก่อน แตกต่างจากตอนนี้ที่มีภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันซึ่งซาอุฯ พยายามปลุกปั่นอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อหลายเดือนก่อน
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสของสหรัฐฯ มีราคาเพิ่มขึ้นมา 45% ภายในระยะเวลาราวสี่เดือนครึ่ง นับตั้งแต่ซาอุฯ และรัสเซียได้ให้ความร่วมมือกันเพื่อลดกำลังการผลิตในนามกลุ่มโอเปก+ ชดเชยจากเมื่อไตรมาสที่สี่ของปี 2018 ที่ราคาเคยลดลงไปถึง 40% และ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันเบรนท์ ที่เป็นสัญญาซื้อขายน้ำมันทั่วโลกก็มีราคาเพิ่มขึ้น 38% ในปีนี้ อีกทั้ง น้ำมันเบนซินสหรัฐฯ ก็ทะยานขึ้นไปสูงกว่านั้นถึง 61%
ทรัมป์คาดหวังให้เหล่าประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก+ ยกเลิกการลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยเร็วที่สุด และผลิตน้ำมันมาทดแทนปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากอิหร่านและแหล่งผลิตอื่น ๆ เช่นเวเนซูเอลาและลิเบีย
ทว่าซาอุฯ กลับไม่ออกมารับปากใด ๆ ทั้งสิ้น
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ทวีตว่า:
"ซาอุดิอาระเบียและประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มโอเปก จะต้องผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนส่วนต่างของปริมาณน้ำมัน ในเมื่อขณะนี้เราได้เดินหน้าคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านอย่างเต็มกำลังแล้ว”
ไม่มีทางที่ตลาดจะมีน้ำมันปริมาณมากในช่วงราคาที่ผู้บริโภคต้องการ
แหล่งข่าวได้ระบุว่า รัฐมนตรีผู้ว่าการกระทรวงพลังงานของซาอุฯ นายคาลิด อัลฟาลีห์ เผยว่าซาอุฯ จะเดินหน้าเพื่อเกื้อหนุนอุปทานน้ำมันและปรับแก้สมดุลของตลาดที่เสียไป ภายหลังจากที่สหรัฐฯ ยกเลิกข้อละเว้นมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน หากนำคำพูดนั้นมาถอดรหัสตามภาษาทางการเมือง คำพูดของเขาหมายความว่าไม่ว่าโอเปกจะกำหนดให้มีปริมาณน้ำมันในตลาดมากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่น้ำมันในตลาดก็จะยังมีไม่มากและไม่อยู่ในช่วงราคาที่ผู้อุปโภคต้องการจ่ายอย่างแน่นอน
นางเอลเลน อาร์ วอลด์ นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันและที่ปรึกษานโยบายด้านพลังงาน อีกทั้งผู้เขียนคอลัมน์ให้แก่ Investing.com ก็ได้เผยในทวีตของตนเช่นกันว่าซาอุฯ “จะไม่ขัดขาตนเองด้วยการให้คำมั่นสัญญาว่าจะต้องผลิตน้ำมันให้ได้ในปริมาณเท่าใดอย่างเฉพาะเจาะจงแน่นอน”
นายสก็อต เชลตัน นายหน้าสัญญาซื้อขายพลังงานล่วงหน้าจาก ICAP ได้ออกมาย้ำเตือนให้ผู้ลงทุนระวังการเกิดแรงซื้อน้ำมันที่อาจมากเกินการควบคุมเนื่องจาก “หลายฝ่ายเชื่อว่ากำลังการผลิตน้ำมันสำรอง (ของซาอุฯ) เหลือน้อยกว่าที่ประกาศออกมา” เพียงแค่ซาอุฯ ส่งน้ำมันเข้าสู่ตลาดให้มากพอ ก็สามารถสร้างสถานการณ์ที่ได้รับแรงหนุนจากเหล่าผู้จัดการกองทุนทั่วโลกได้สำเร็จแล้ว
การส่งออกน้ำมันในประเทศอิหร่านอาจไม่ได้รับผลกระทบมากอย่างที่คิด
คาดว่าอิหร่านจะยังคงดำเนินกิจการส่งออกน้ำมันต่อไปแม้ว่าสหรัฐฯ จะอนุมัติหรือไม่ก็ตาม เพราะช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อิหร่านก็ได้ดำเนินการอย่างลับ ๆ เพื่อส่งน้ำมันให้แก่ลูกค้ามาตลอดแม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรควบคุมอยู่ และในช่วงครึ่งปีหลังรัฐบาลของทรัมป์ก็ได้เอื้ออำนวยอิหร่านด้วยการอนุมัติข้อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร
ล่าสุดเมื่อสหรัฐฯ ได้ยกเลิกข้อยกเว้นให้แก่แปดประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ตุรกี อิตาลี และกรีซ ทำให้ความปลอดภัยของอุปทานน้ำมันในประเทศเหล่านี้เริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะประเทศจีนที่ไม่พอใจกับการฝากอนาคตตลาดน้ำมันของประเทศไว้กับกลุ่มโอเปก ที่คอยแต่จะเร่งให้เกิดภาวะตึงตัวในตลาดน้ำมันมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อวันจันทร์สำนักข่าวนิวยอร์คไทมส์ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ทั้งแปดประเทศที่เคยได้รับการอนุมัติข้อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ต่างก็เคยร่วมมือกันกับสหรัฐฯ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและการทูตที่ไม่เกี่ยวข้องกับอิหร่านทั้งสิ้น และประเทศจีนก็เป็นประเทศที่มีความสุ่มเสี่ยงมากที่สุด เห็นได้จากความพยายามของสหรัฐฯ ที่ผลักดันให้เกิดการลงนามข้อตกลงกับประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเจ็บปวดไม่แพ้พลเมืองในประเทศ
แต่หากพิจารณาในเรื่องที่ใกล้ตัวกว่านั้น ทรัมป์อาจได้รับแรงกดดันจากพลเมืองในประเทศที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับราคาน้ำมันและราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น และพลเมืองเหล่านั้นก็จะเป็นผู้ชี้ชะตาว่าเขาจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหรือไม่ในปีหน้า
ทั้งนี้ซาอุฯ และสหรัฐฯ มีประวัติอันยาวนานในการร่วมมือกันเพื่อสกัดกั้นอำนาจของตะวันออกกลางมิให้เอนเอียงไปทางอิหร่าน และทั้งสองประเทศต่างก็มีแรงจูงใจที่ต่างกัน
สำหรับซาอุฯ อิหร่านซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในกลุ่มโอเปก และถือว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของซาอุฯ มาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว
ส่วนแรงจูงใจของทรัมป์ สืบเนื่องมาจากภารกิจสำคัญของเขาในการทำโทษรัฐบาลของนายโรฮานี เขาเคยกล่าวหาว่านายโรฮานีได้กระทำสิ่งที่เลวร้ายไว้หลายประการ และมีข้อตกลงที่อิหร่านไม่สมควรได้รับอันสืบเนื่องมาจากอดีตผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายบารัค โอบามา ในการหนุนให้อิหร่านส่งออกน้ำมันเพื่อสหรัฐฯ จะได้ตอบแทนด้วยการสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งทรัมป์มีความเห็นว่าเป็นการกระทำที่เป็นเสรีนิยมมากเกินไป
แต่ประเด็นทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้นก็คงไม่สำคัญสำหรับทรัมป์มากไปกว่าการทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนมีความสุขกับราคาน้ำมันที่ลดลง และตอนนี้เขายังทำไม่สำเร็จ
