เปิดแอป

SpaceX แพงเกินไปหรือยัง? เหตุผลที่ฝั่ง Short เริ่มคึกคัก

เผยแพร่ 30/06/2026 21:26
ในบทความนี้:

ประเด็นหลักของเรื่องไม่ใช่แค่ความร้อนแรงของ Space Exploration Technologies Corp. (Nasdaq: SPCX) หลัง IPO แต่คือคำถามที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่า หลังราคาพุ่งแรงมากในเวลาอันสั้น ตลาดกำลังให้มูลค่ากับบริษัทสูงเกินพื้นฐานไปแล้วหรือไม่

การเข้าตลาดของ SpaceX เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดของตลาดหุ้นปีนี้ บริษัทระดมทุนได้ประมาณ 75 พันล้านดอลลาร์ใน IPO ที่กลายเป็นดีลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ความต้องการจากนักลงทุน reportedly สูงเกิน 250 พันล้านดอลลาร์ ภายในเวลาไม่กี่วัน ราคาหุ้นพุ่งขึ้นแตะ 225.64 ดอลลาร์ หรือสูงกว่าราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ถึง 67% ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตลาด

แต่ยิ่งราคาพุ่งแรง คำถามเรื่อง valuation ก็ยิ่งชัดขึ้น แม้ SpaceX จะเป็นบริษัทที่มี story แข็งแรง ทั้งธุรกิจปล่อยจรวด เครือข่ายดาวเทียม Starlink และความพยายามผสาน AI ผ่าน xAI แต่บทความต้นทางชี้ว่าแม้หลังราคาย่อลงมาเหลือ 154.60 ดอลลาร์ มูลค่าตลาดของบริษัทยังอยู่ราว 2.03 ล้านล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2026 เมื่อเทียบกับรายได้ปี 2025 ที่เพียง 18.7 พันล้านดอลลาร์ นั่นเท่ากับว่าหุ้นยังซื้อขายกันที่ราว 90 เท่าของยอดขายย้อนหลัง ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดสาธารณะพบไม่บ่อยนัก

ความเห็นจากนักวิเคราะห์ก็สะท้อนความไม่เป็นเอกฉันท์อย่างชัดเจน บทความอ้างว่า Morningstar ประเมินมูลค่ายุติธรรมไว้ใกล้ 63 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่ฉันทามติที่กว้างกว่าของ Wall Street อยู่ใกล้ 164 ดอลลาร์ ช่องว่างที่กว้างขนาดนี้บอกนักลงทุนอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง คือราคาหุ้นยังเปิดกว้างต่อการแกว่งแรง หากตลาดเริ่มทบทวนสมมติฐานการเติบโตในระยะยาว

อีกมุมที่ฝั่ง bearish มองคือเรื่องกำไร แม้ SpaceX จะเป็นผู้นำเทคโนโลยีในหลายด้าน แต่บริษัทก็ยังขาดทุนหนัก โดยต้นฉบับระบุว่าปี 2025 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิประมาณ 4.94 พันล้านดอลลาร์ และในไตรมาสล่าสุดยังขาดทุนอีกประมาณ 4.28 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ free cash flow ยังติดลบ เพราะบริษัทยังคงเร่งลงทุนใน Starship, การขยาย Starlink, AI infrastructure, data centers, compute clusters และโครงการ orbital AI อย่างต่อเนื่อง

ในเชิงกลยุทธ์ นั่นอาจเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างอนาคตให้บริษัท แต่ในเชิงตลาดทุน มันหมายถึงการเผาเงินจำนวนมากในช่วงที่นักลงทุนสาธารณะเริ่มคาดหวังความชัดเจนมากขึ้นหลัง IPO บทความยังชี้ด้วยว่า แม้บริษัทจะเปิดเผยว่ามีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 19 มิถุนายน แต่การเริ่มออก senior notes ก็สะท้อนให้เห็นชัดว่ากลยุทธ์การเติบโตนี้ใช้เงินทุนเข้มข้นมาก เมื่อความตื่นเต้นหลังเข้าตลาดเริ่มจาง นักลงทุนก็มักกลับมามองคำถามเดิมว่า บริษัทจะเปลี่ยนการเติบโตให้กลายเป็นผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้เมื่อไร

หนึ่งในความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือ xAI ในเชิง narrative การควบรวมระหว่างระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม โครงสร้างพื้นฐานคอมพิวต์ และ AI ฟังดูทรงพลังมาก แต่บทความต้นทางเตือนว่าธุรกิจนี้ยังใช้เงินลงทุนสูงมาก และ profile ด้าน monetisation ยังไม่แน่นอน สำหรับนักลงทุน สิ่งนี้สร้างภาวะ risk-reward ที่น่าสนใจ คือ upside ระยะยาวอาจใหญ่มาก แต่ execution risk ระหว่างทางก็สูงไม่แพ้กัน

อีกประเด็นที่สำคัญและมักถูกมองข้ามในช่วงแรกของ IPO คือโครงสร้าง lock-up บทความระบุว่ามีหุ้นเพียงประมาณ 4–5% ของทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาซื้อขายในช่วง IPO ทำให้ post-IPO rally ได้แรงหนุนจากข้อจำกัดด้านอุปทาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป lock-up หลายช่วงจะทยอยหมดอายุ และอาจปล่อยหุ้นอีกจำนวนมากเข้าสู่ตลาดในช่วง 12 เดือนถัดไป Reuters ก็รายงานในทิศทางสอดคล้องกันว่า short interest ต่อ free float ของ SpaceX เพิ่มขึ้นเป็น 13% จาก 8% หลังราคาหุ้นอ่อนตัวลงหลังเข้าตลาด

ตรงนี้เองที่อธิบายได้ว่าทำไมฝั่ง short ถึงเริ่มคึกคัก สำหรับนักลงทุนที่เชื่อว่าหุ้นอาจย่อตัวในระยะสั้น การ short หุ้นตรง ๆ อาจไม่สะดวก เพราะหุ้นที่ free float ต่ำมักยืมหุ้นได้ยากและต้นทุนการยืมอาจสูง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์อย่าง Leverage Shares -2x Short SpaceX ETF (Cboe: SSPC) ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะมันเปิดทางให้เทรดเดอร์เข้าถึงมุมมองขาลงได้ง่ายกว่าการยืมหุ้นหรือใช้อนุพันธ์บางประเภท

SSPC มีมูลค่าการซื้อขายเกิน 638 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกหลังเปิดตัว ขณะเดียวกัน CNBC รายงานว่าการซื้อขายใน leveraged SpaceX ETFs รวมกันมีมูลค่าเกิน 10 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกของการซื้อขายหุ้น SpaceX และฝั่งของ Leverage Shares เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มี volume เด่นที่สุดทั้งฝั่ง long และ short Bloomberg ก็รายงานในช่วงเปิดตัวเช่นกันว่าการเดิมพันแบบ leveraged บน SpaceX สร้างมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันแรก ซึ่งสะท้อน appetite ของนักลงทุนรายย่อยและเทรดเดอร์เชิง tactical ได้ดี

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ฝั่ง short ถูกต้องหรือไม่” แต่อยู่ที่สิ่งที่ตลาดกำลังสะท้อน เมื่อกองทุน short และผลิตภัณฑ์ inverse ได้รับความสนใจมากขึ้น มันมักหมายความว่าตลาดเริ่มมีสองมุมมองที่ชัดเจนต่อหุ้นตัวเดียวกัน คือฝั่งหนึ่งยังเชื่อใน long-term vision อย่างเต็มที่ ขณะที่อีกฝั่งเริ่มตั้งคำถามกับราคา ความสามารถในการทำกำไร และความเสี่ยงจากแรงขายในอนาคต

สำหรับคนที่มอง downside catalysts บทความนี้ชี้ไว้หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นงบไตรมาส 2 ในฐานะผลประกอบการชุดแรกหลัง IPO, การทยอยหมดอายุของ insider lock-ups, การแข่งขันที่เข้มขึ้นจากบริษัทอย่าง Amazon และ Rocket Lab และความเป็นไปได้ที่ valuation จะถูกปรับให้ใกล้พื้นฐานมากขึ้นเมื่อความคึกคักช่วงแรกเริ่มคลายตัว หากมีสัญญาณว่า Starlink โตช้ากว่าคาด ต้นทุนสูงกว่าที่ตลาดรับได้ หรือ monetisation ของ AI ยังไม่ชัด ราคาหุ้นก็มีสิทธิ์เผชิญแรงกดดันได้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า SpaceX เป็นบริษัทไม่ดี ตรงกันข้าม มันอาจเป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่เคยเข้าตลาดสาธารณะด้วยซ้ำ แต่ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นมักสอนเหมือนกันเสมอว่า บริษัทชั้นยอดก็ยังเป็นการลงทุนที่แย่ได้ หากซื้อในราคาที่สูงเกินไป และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำไม หลังความตื่นเต้นจาก IPO ประวัติศาสตร์ผ่านไปเพียงไม่นาน นักลงทุนจำนวนหนึ่งจึงเริ่มหันมามองเครื่องมือฝั่ง short มากขึ้น

FAQ
1) ทำไมตลาดถึงเริ่มสนใจฝั่ง short ของ SpaceX?
เพราะหลัง IPO ราคาหุ้นพุ่งแรงมาก ทำให้เกิดคำถามเรื่อง valuation, ความสามารถทำกำไร, cash burn และแรงขายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อ lock-up ทยอยหมดอายุ

2) จุดกังวลหลักของฝั่ง bearish คืออะไร?
จุดกังวลหลักคือราคาหุ้นที่ซื้อขายบน multiple สูงมาก การขาดทุนต่อเนื่อง ความไม่แน่นอนของ xAI และความเสี่ยงจากหุ้น insider ที่อาจทยอยออกมาสู่ตลาด

3) ทำไมบางคนไม่ short หุ้นตรง ๆ แต่ใช้ short ETF แทน?
เพราะหุ้นที่มี free float จำกัดอาจยืมหุ้นยาก ต้นทุนสูง หรือเข้าถึงไม่สะดวก จึงมีนักลงทุนบางส่วนใช้ inverse ETF เพื่อเข้าถึงมุมมองขาลงได้ง่ายกว่า

4) leveraged และ inverse SpaceX ETFs เหมาะกับใคร?
เหมาะกับผู้ลงทุนที่เข้าใจว่าผลตอบแทนถูกออกแบบแบบรายวัน มีความผันผวนสูง และไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการถือยาวแบบทั่วไป

(เรียบเรียงและแปลใหม่จาก Violeta Todorova, “Why Billions Are Flowing into Short SpaceX ETFs,” Leverage Shares, 23 June 2026)


การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย