ทองคําพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน นักลงทุนจับตาการเจรจาอิหร่านและเงินเฟ้อสหรัฐฯ
สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2026 (3-7 สิงหาคม) กลายเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางการฟื้นตัวแรงของหุ้นกลุ่ม AI หลังถูกเทขายหนักตลอดเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตัวเลขจ้างงานสหรัฐที่พลิกติดลบกลับกลายเป็น "ข่าวดี" ของตลาดหุ้นในบริบทที่นักลงทุนกังวลว่าเฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ย บทความนี้สรุปภาพรวมเหตุการณ์สำคัญ พร้อมปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนไทยควรจับตาในสัปดาห์นี้
นิวไฮพร้อมกันสองดัชนี: สัปดาห์ที่ดีที่สุดตั้งแต่เมษายน
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดสัปดาห์อย่างร้อนแรง ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 54,036.93 จุด หลังทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 54,349.12 จุดกลางสัปดาห์ รวมทั้งสัปดาห์บวก 2.96% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดใหม่ 7,757.64 จุด บวก 3.58% ทั้งสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq พุ่งแรงสุด 5.19% ปิดที่ 26,690.62 จุด ห่างจากจุดสูงสุดเดิมเมื่อต้นเดือนมิถุนายนเพียงราว 1.5% นับเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของทั้งสามดัชนีนับตั้งแต่กลางเดือนเมษายน
เมื่อข่าวร้ายกลายเป็นข่าวดี: จ้างงานติดลบ แต่หุ้นขึ้น
จุดพลิกของสัปดาห์คือรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) เดือนกรกฎาคม ที่พลิก "ลดลง" 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 80,000 ตำแหน่ง พร้อมการปรับลดตัวเลขเดือนก่อนหน้า ตามรายงานของ Reuters ในภาวะปกติตัวเลขแบบนี้คือข่าวร้าย แต่ในบริบทปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3.50-3.75% และตลาดกังวลมาตลอดว่าธนาคารกลางสหรัฐภายใต้ประธาน เควิน วอร์ช อาจต้อง "ขึ้น" ดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอกลับช่วยลดแรงกดดันดังกล่าว โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็นราว 55% จาก 45% ก่อนหน้าตามข้อมูล CME FedWatch
การกลับมาของหุ้น AI: จากแรงขายบังคับสู่การรีบาวด์
เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนที่โหดร้ายของหุ้นเทคโนโลยี ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (PHLX Semiconductor) ร่วงไปกว่า 20% ในเดือนเดียว ส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์กองทุนเฮดจ์ฟันด์สาย AI ชื่อดัง Situational Awareness ของ Leopold Aschenbrenner ประสบปัญหาจนต้องเทขายสินทรัพย์ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่าเป็น "clearing event" หรือจุดล้างแรงขายครั้งใหญ่ ตามการวิเคราะห์ของ CNBC
พอเข้าเดือนสิงหาคม เงินทุนไหลกลับอย่างรวดเร็ว Nvidia พุ่งราว 11% ในสัปดาห์เดียว ดีที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ได้แรงหนุนเพิ่มจากคำประกาศของอีลอน มัสก์ ว่า SpaceX จะใช้ชิป Nvidia แต่เพียงผู้เดียว ตามรายงานของ Hoonsmart ขณะที่ Palantir ทะยานถึง 29.5% รับงบที่รายได้ฝั่งพาณิชย์สหรัฐโต 149% และแม้แต่หุ้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่าง Caterpillar ยังบวก 5.6% จากความต้องการเครื่องจักรก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ตามรายงานของ CNBC ด้านดัชนีเซมิคอนดักเตอร์รีบาวด์ 6-7% ภายในสัปดาห์
ปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่หายไป: น้ำมัน อิหร่าน และคำเตือนฟองสบู่
แม้ตลาดจะคึกคัก แต่ความเสี่ยงยังรออยู่หลายด้าน การเจรจาเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ราคาน้ำมัน WTI แกว่งตัวกว้างในกรอบราว 75-83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกลางสัปดาห์ราคาน้ำมันพุ่งแรงหลังรัฐสภาอิหร่านผลักดันร่างกฎหมายห้ามเรือสหรัฐและอิสราเอลผ่านช่องแคบ ฉุดดาวโจนส์ร่วงกว่า 460 จุดในวันเดียว ขณะที่ราคาทองคำแตะ 4,265 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์
อีกด้านหนึ่ง ไมเคิล เบอร์รี นักลงทุนชื่อดังจากเหตุการณ์ The Big Short ยังคงออกโรงเตือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐมีความเสี่ยงจะเผชิญเหตุการณ์แบบ Black Monday ปี 1987 พร้อมเปิดสถานะขายชอร์ต ขณะที่มูลค่าตลาดของ Amazon ทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์ และเจฟฟ์ เบโซส์ ยื่นเอกสารขายหุ้นมูลค่าราว 4.1 พันล้านดอลลาร์ ตามการรวบรวมของ CNBC
FAQ
1. ทำไมตัวเลขจ้างงานที่แย่จึงทำให้หุ้นขึ้น
เพราะปัจจุบันตลาดกังวลว่าเฟดภายใต้ประธานเควิน วอร์ช อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอช่วยลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย โดยความน่าจะเป็นที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเพิ่มเป็นราว 55%
2. อะไรทำให้หุ้น AI ฟื้นตัวแรงในสัปดาห์นี้
การล้างแรงขายบังคับจากปัญหาของเฮดจ์ฟันด์ Situational Awareness ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ประกอบกับงบการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทอย่าง Palantir และข่าวบวกเช่นการที่ SpaceX เลือกใช้ชิป Nvidia แต่เพียงผู้เดียว
3. ราคาน้ำมันและทองคำสะท้อนอะไร
สะท้อนความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านเรื่องช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย น้ำมัน WTI แกว่งกรอบกว้าง 75-83 ดอลลาร์ ส่วนทองคำที่ 4,265 ดอลลาร์ต่อออนซ์สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ยังสูง
4. คำเตือนของ Michael Burry ควรให้น้ำหนักแค่ไหน
เบอร์รีเป็นนักลงทุนที่เคยคาดการณ์วิกฤตถูกต้องแต่ก็เคยเตือนก่อนเวลาหลายครั้ง นักลงทุนควรใช้เป็นข้อมูลประกอบการบริหารความเสี่ยง เช่น ไม่ใช้เลเวอเรจเกินตัว มากกว่าการตัดสินใจขายทั้งพอร์ต
5. นักลงทุนไทยควรปรับตัวอย่างไรในภาวะนี้
กระจายการลงทุน กำหนดขนาดสถานะให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้ ติดตามการประชุมเฟดเดือนกันยายนและสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และระมัดระวังเป็นพิเศษกับเครื่องมือที่มีเลเวอเรจในช่วงตลาดผันผวน







