ภาพรวมของราคาทองคำและราคาน้ำมันในวันนี้

เผยแพร่ 27/05/2024 16:56

ภาพรวมของราคาทองคำและราคาน้ำมันในวันนี้

ราคาทองคำดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 2,340 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันนี้ หลังแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ท่ามกลางการเก็งกำไรของนักลงทุนที่คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจเริ่มปรับนโยบายทางการเงินให้ผ่อนคลายลง หลังตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 8.1 สู่ระดับ 69.1 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 67.4 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 76.0 จากระดับ 77.2 ในเดือนเม.ย.

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.3% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้านี้ที่ระดับ 3.5% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.2%

นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้านี้ที่ระดับ 3.1% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.0%

แต่รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจจำนวนหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐ หรือ ดัชนี PMI นั้นกำลังเร่งตัวขึ้น และตลาดแรงงานยังคงมีความยืดหยุ่น ซึ่งจะส่งผลถึงความไม่แน่นอนของดอลลาร์และราคาทองคำต่อไป

การเดิมพันของนักลงทุนบ่งชี้ถึงความกังขาที่เพิ่มขึ้นว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งในปีนี้หรือไม่ โดยขณะนี้ตลาดต่างคาดการณ์ว่ามีโอกาส 62% ที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนพฤศจิกายน ตามเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME

ราคาทองแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,449.89 ดอลลาร์เมื่อวันจันทร์ แต่ลดลงมากกว่า 100 ดอลลาร์แล้วนับตั้งแต่นั้น และลดลง 3% ในรอบสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการลดลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค. 2566

รายงานการประชุมครั้งล่าสุดของเฟดที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้บ่งชี้ว่า เฟดอาจใช้เวลานานกว่าคาดในการปรับลดอัตราเงินเฟ้อลงสู่ระดับ 2%

การคาดการณ์ของเทรดเดอร์บ่งชี้ถึงความไม่แน่ใจมากขึ้นว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่า 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME บ่งชี้ว่า มีโอกาสราว 62% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงภายในเดือนพ.ย.ปีนี้

อัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงจะทำให้ทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยนั้นมีความน่าดึงดูดใจในการลงทุนลดลง

แม้มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ แต่ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 13% แล้วในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของจีน และความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องในด้านภูมิรัฐศาสตร์

ในขณะเดียวกัน ความสนใจจะอยู่ที่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐที่จะประกาศออกมาในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นมาตรการวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรายงานการประชุมเดือนพฤษภาคมของเฟดเผยให้เห็นถึงความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ และความโน้มเอียงที่อาจเกิดขึ้นในหมู่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากอัตราเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ รายงานล่าสุดระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 รายในการโจมตีของอิสราเอลที่ค่ายผู้พลัดถิ่นในเมืองราฟาห์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่รับมือเหตุฉุกเฉินของปาเลสไตน์รายงานว่า อิสราเอลได้ทำการโจมตีทางอากาศในเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล (IDF) ระบุว่า กองทัพอากาศอิสราเอลได้โจมตีกลุ่มฮามาสในเมืองราฟาห์ โดยการโจมตีในครั้งนี้สามารถสังหารผู้นำของกลุ่มฮามาสประจำเขตเวสต์แบงก์และผู้นำอาวุโสรายอื่น ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่เกิดขึ้นกับชาวอิสราเอลได้

นายอัชรอฟ อัล-กีดรา โฆษกของกระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 35 รายและผู้บาดเจ็บ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กอีกหลายสิบรายจากการโจมตีครั้งนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การโจมตีเกิดขึ้นในย่านเทล อัล-สุลต่าน ทางตะวันตกของเมืองราฟาห์ ซึ่งเป็นที่ลี้ภัยของประชาชนหลายพันคนที่หลบหนีออกมาจากพื้นที่ทางตะวันออกของเมือง หลังจากที่กองกำลังอิสราเอลเปิดฉากบุกโจมตีภาคพื้นดินตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) กล่าวว่า โรงพยาบาลสนามในเมืองราฟาห์มีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่โรงพยาบาลอื่น ๆ ก็มีผู้ป่วยจำนวนมากเช่นกัน

นายซามี อาบู ซูห์รี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮามาสระบุว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นในเมืองราฟาห์เป็นการ "สังหารหมู่" และมองว่า สหรัฐต้องรับผิดชอบที่ให้การสนับสนุนอาวุธและเงินแก่อิสราเอล

ชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งที่เดินทางมาถึงโรงพยาบาลในเมืองราฟาห์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "การโจมตีทางอากาศทำให้ไฟไหม้เต็นท์ เต็นท์หลายหลังหลอมละลาย ร่างกายของผู้คนก็เช่นกัน"

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI ทรงตัวใกล้ระดับ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวเหนือระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนหลีกเลี่ยงการเดิมพันครั้งใหญ่ก่อนการประชุม OPEC+ ในวันที่ 2 มิถุนายน ซึ่งผู้ผลิตรายใหญ่คาดว่าจะขยายเวลาการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจจนถึงสิ้นปีนี้

ทาง OPEC กล่าวในเดือนนี้ว่า คาดว่าอุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ 2.25 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2567 ในขณะที่ IEA คาดการณ์การเติบโตที่อ่อนแอลงที่ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อุปสงค์น้ำมันในฤดูร้อนของสหรัฐนั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นโดยเริ่มจากช่วงสุดสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนบางรายตั้งข้อสงสัยว่าสัญญาน้ำมันดิบถูกเทขายออกมามากเกินไปหรือไม่

ความต้องการน้ำมันยังคงแข็งแกร่งเมื่อพิจารณาจากภาพรวม และคาดว่าการใช้น้ำมันโดยรวมจะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีนี้

ตลาดรอดูการประชุมออนไลน์ของกลุ่มโอเปกพลัสในวันที่ 2 มิ.ย. เพื่อหารือว่าจะขยายเวลาการปรับลดการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันออกไปหรือไม่

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า การปรับลดการผลิตในปัจจุบันจะถูกขยายเวลาออกไปจนถึงอย่างน้อยที่สุดในช่วงสิ้นเดือนก.ย.

นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาดูแนวโน้มอุปสงค์เมื่อฤดูขับรถในฤดูร้อนเริ่มต้นขึ้นในซีกโลกเหนือ ในส่วนอื่นๆ นักลงทุนตั้งตารอดูรายงานดัชนีราคา PCE ของสหรัฐในสัปดาห์นี้ เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ รวมถึงตัวเลข PMI ของจีนเพื่อเป็นแนวทางในแนวโน้มอุปสงค์เพิ่มเติม

ในสัปดาห์ที่แล้ว ราคาน้ำมันร่วงลงกว่า 2% โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดลบ 2.8% และสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ลดลง 2.1% โดยลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกันซึ่งเป็นการลดลงยาวนานที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.

เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งและรายงานการประชุมเฟดที่ตอกย้ำความคาดหวังว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะล่าช้าออกไป และข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐจะทำให้อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ที่ระดับสูงไปอีกนาน ซึ่งจะสกัดกั้นความต้องการใช้น้ำมัน

ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการเพิ่มขึ้นของสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐในสัปดาห์ที่แล้วได้ถ่วงบรรยากาศการซื้อขายในตลาด

รายงานการประชุมของเฟดครั้งล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อวันพุธบ่งชี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายตั้งคำถามว่า อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเพียงพอหรือไม่ที่จะควบคุมเงินเฟ้อ โดยเจ้าหน้าที่เฟดบางคนพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หากเงินเฟ้อพุ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดและเจ้าหน้าที่เฟดคนอื่น ๆ ระบุว่า พวกเขาเชื่อว่า ไม่มีแนวโน้มที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก

อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืม ซึ่งอาจชะลอกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกระทบความต้องการใช้น้ำมัน

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย