ราคา Bitcoin วันนี้: พุ่งขึ้นเหนือ $78k หลังการเทขายในช่วงสุดสัปดาห์; ความกังวลเกี่ยวกับ Fed ยังคงอยู่
ตลาดหุ้นเอเชียดีดตัวขึ้น ในขณะที่ดอลลาร์ปรับตัวลงจากความหวังในการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินของเฟด หลังตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด
ตลาดเอเชียปรับตัวขึ้น แต่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในปีนี้ โดยคาดว่าข้อมูลเงินเฟ้อ PCE และ Core PCE ของสหรัฐในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มที่จะแสดงแรงกดดันด้านราคาที่ลดลง
ตลาดหุ้นในฮ่องกง จีน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นในวันนี้ แต่ดัชนีฟิวเจอร์สของตลาดหุ้นสหรัฐมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
และการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียยังได้เป็นปัจจัยหนุน BTC ให้มีการปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นเอเชียยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ว่า กำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมจีนปรับตัวขึ้น 4% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ กำไรปรับตัวขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากการส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ข้อมูลดังกล่าวได้จากการสำรวจบริษัทอุตสาหกรรมที่มีรายได้จากธุรกิจหลักต่อปีอย่างน้อย 20 ล้านหยวน (2.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การปรับตัวขึ้นของกำไรภาคอุตสาหกรรมอาจช่วยให้รัฐบาลจีนคลายความวิตกกังวล เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และอาจเป็นปัจจัยหนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ประมาณ 5% ในปีนี้
ยอดส่งออกของจีนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในเดือนเม.ย. หลังจากที่หดตัวลงอย่างรุนแรงในเดือนมี.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์สินค้าจีนในต่างประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ยอดส่งออกในเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ ส่วนในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ยอดส่งออกของจีนร่วงลง 7.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผยว่า การลงทุนโดยตรงขาออก (ODI) ที่ไม่ใช่ด้านการเงินของจีนในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ของปีนี้รวมอยู่ที่ 3.43 แสนล้านหยวน (ราว 1.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18.7% เมื่อเทียบปีต่อปี และสูงกว่าการเพิ่มขึ้น 12.5% ในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปีนี้
รายงานระบุว่าความร่วมมือภายใต้กรอบการทำงานตามแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่จีนนำเสนอนั้นเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนโดยตรงขาออกในกลุ่มประเทศตามแผนริเริ่มฯ ขยายตัว 20.4% รวมอยู่ที่ 7.77 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.88 แสนล้านบาท) ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้
ขณะมูลค่าโครงการในต่างประเทศที่ทำสัญญาแล้วรวมอยู่ที่ 3.13 แสนล้านหยวน (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8.8% เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนมูลค่าโครงการในต่างประเทศที่ทำสัญญาใหม่เพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบปีต่อปี รวมอยู่ที่ 4.44 แสนล้านหยวน (ราว 2.22 ล้านล้านบาท)
กระทรวงฯ ได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำสัญญาโครงการในต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ปีนี้ เพื่อเกื้อหนุนการลงทุนของจีนในนานาประเทศและภูมิภาค โดยข้อบังคับดังกล่าวจะเพิ่มความคล่องตัวของขั้นตอนต่าง ๆ และรับประกันการสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
สกุลเงินหยวนจึงกลับมาแข็งค่าขึ้น และกดดันดอลลาร์ลงเช่นกัน
ในขณะที่สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ยูโร และเยน ต่างก็ปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ชินอิจิ อุชิดะ คาดการณ์ว่าสงครามต่อต้านภาวะเงินฝืดของญี่ปุ่นกำลังจะสิ้นสุดลง
ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงที่ระดับ 104.7 จุดในวันนี้ โดยคาดว่าปริมาณการซื้อขายจะยังคงเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่จะลดปริมาณการลงทุนในวันนี้ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดวันรำลึกทหารสหรัฐ หรือ Memorial Day
ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 8.1 สู่ระดับ 69.1 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 67.4 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 76.0 จากระดับ 77.2 ในเดือนเม.ย.
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.3% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้านี้ที่ระดับ 3.5% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.2%
นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้านี้ที่ระดับ 3.1% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.0%
ตลาดยังจับตารอดูรายงานดัชนีราคา PCE ของสหรัฐในปลายสัปดาห์นี้ เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับนโยบายการเงินของ Federal Reserve
ในสัปดาห์ที่แล้ว ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่รายงานการประชุมเฟดล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่บางคนเต็มใจที่จะกระชับนโยบายเพิ่มเติม หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
ตลาดได้ผลักดันความคาดหวังในการเริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคมปีนี้
จากปัจจัยภายนอก นักลงทุนยังตั้งตารอข้อมูลเงินเฟ้อจากประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆเพื่อเป็นแนวทางในแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก โดยออสเตรเลีย เยอรมนี และยูโรโซนจะรายงานในสัปดาห์นี้
นักลงทุนทั่วโลกมองในแง่ดีว่า Federal Reserve พร้อมด้วยธนาคารกลางยุโรป ECB และธนาคารกลางรายอื่นๆจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ประกอบกับผลกำไรของบริษัทต่างๆที่แข็งแกร่งและสัญญาณจากหน่วยงานของสหรัฐที่บ่งชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่มากขึ้นไม่น่าเป็นไปได้ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของตลาดดีขึ้น
ตลาดเอเชียปรับตัวขึ้น แต่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงจากการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐในปีนี้ โดยคาดว่าข้อมูลเงินเฟ้อ PCE และ Core PCE ของสหรัฐในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มที่จะแสดงแรงกดดันด้านราคาที่ลดลง
ตลาดหุ้นในฮ่องกง จีน ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นในวันนี้ แต่ดัชนีฟิวเจอร์สของตลาดหุ้นสหรัฐมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย
และการดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียยังได้เป็นปัจจัยหนุน BTC ให้มีการปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นเอเชียยังได้ปัจจัยหนุนจากการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ว่า กำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมจีนปรับตัวขึ้น 4% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี ส่วนในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ กำไรปรับตัวขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากการส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ข้อมูลดังกล่าวได้จากการสำรวจบริษัทอุตสาหกรรมที่มีรายได้จากธุรกิจหลักต่อปีอย่างน้อย 20 ล้านหยวน (2.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การปรับตัวขึ้นของกำไรภาคอุตสาหกรรมอาจช่วยให้รัฐบาลจีนคลายความวิตกกังวล เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และอาจเป็นปัจจัยหนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ประมาณ 5% ในปีนี้
ยอดส่งออกของจีนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในเดือนเม.ย. หลังจากที่หดตัวลงอย่างรุนแรงในเดือนมี.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์สินค้าจีนในต่างประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ยอดส่งออกในเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 1.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ไว้ ส่วนในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ยอดส่งออกของจีนร่วงลง 7.5% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผยว่า การลงทุนโดยตรงขาออก (ODI) ที่ไม่ใช่ด้านการเงินของจีนในช่วงเดือนม.ค.-เม.ย.ของปีนี้รวมอยู่ที่ 3.43 แสนล้านหยวน (ราว 1.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18.7% เมื่อเทียบปีต่อปี และสูงกว่าการเพิ่มขึ้น 12.5% ในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปีนี้
รายงานระบุว่าความร่วมมือภายใต้กรอบการทำงานตามแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่จีนนำเสนอนั้นเพิ่มขึ้น โดยการลงทุนโดยตรงขาออกในกลุ่มประเทศตามแผนริเริ่มฯ ขยายตัว 20.4% รวมอยู่ที่ 7.77 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.88 แสนล้านบาท) ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้
ขณะมูลค่าโครงการในต่างประเทศที่ทำสัญญาแล้วรวมอยู่ที่ 3.13 แสนล้านหยวน (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 8.8% เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนมูลค่าโครงการในต่างประเทศที่ทำสัญญาใหม่เพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบปีต่อปี รวมอยู่ที่ 4.44 แสนล้านหยวน (ราว 2.22 ล้านล้านบาท)
กระทรวงฯ ได้ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำสัญญาโครงการในต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ปีนี้ เพื่อเกื้อหนุนการลงทุนของจีนในนานาประเทศและภูมิภาค โดยข้อบังคับดังกล่าวจะเพิ่มความคล่องตัวของขั้นตอนต่าง ๆ และรับประกันการสนับสนุนจากรัฐบาลสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
สกุลเงินหยวนจึงกลับมาแข็งค่าขึ้น และกดดันดอลลาร์ลงเช่นกัน
ในขณะที่สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย ยูโร และเยน ต่างก็ปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น ชินอิจิ อุชิดะ คาดการณ์ว่าสงครามต่อต้านภาวะเงินฝืดของญี่ปุ่นกำลังจะสิ้นสุดลง
ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงที่ระดับ 104.7 จุดในวันนี้ โดยคาดว่าปริมาณการซื้อขายจะยังคงเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่จะลดปริมาณการลงทุนในวันนี้ ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดวันรำลึกทหารสหรัฐ หรือ Memorial Day
ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 8.1 สู่ระดับ 69.1 ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 67.4 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 76.0 จากระดับ 77.2 ในเดือนเม.ย.
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.3% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้านี้ที่ระดับ 3.5% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.2%
นอกจากนี้ ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ลดลงจากการสำรวจก่อนหน้านี้ที่ระดับ 3.1% จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.0%
ตลาดยังจับตารอดูรายงานดัชนีราคา PCE ของสหรัฐในปลายสัปดาห์นี้ เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับนโยบายการเงินของ Federal Reserve
ในสัปดาห์ที่แล้ว ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่รายงานการประชุมเฟดล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่บางคนเต็มใจที่จะกระชับนโยบายเพิ่มเติม หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
ตลาดได้ผลักดันความคาดหวังในการเริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกันยายนถึงธันวาคมปีนี้
จากปัจจัยภายนอก นักลงทุนยังตั้งตารอข้อมูลเงินเฟ้อจากประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆเพื่อเป็นแนวทางในแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก โดยออสเตรเลีย เยอรมนี และยูโรโซนจะรายงานในสัปดาห์นี้
นักลงทุนทั่วโลกมองในแง่ดีว่า Federal Reserve พร้อมด้วยธนาคารกลางยุโรป ECB และธนาคารกลางรายอื่นๆจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ประกอบกับผลกำไรของบริษัทต่างๆที่แข็งแกร่งและสัญญาณจากหน่วยงานของสหรัฐที่บ่งชี้ว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่มากขึ้นไม่น่าเป็นไปได้ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของตลาดดีขึ้น
