เงินเอเชียทรงตัวขณะที่ดอลลาร์ชะลอตัว; เยนอ่อนค่าท่ามกลางการเลือกตั้ง
บทวิเคราะห์ว่า...ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวขึ้นได้ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งๆที่ตัวเลขการจ้างงานออกมาดีกว่าคาด!!!
เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาในเวลา 19:30 ได้มีการประกาศตัวเลขที่สำคัญมากๆนะครับ นั่นคือจะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ หรือ Non-Farm Payrolls ออกมา พร้อมๆกับอัตราการว่างงาน และตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขตลาดแรงงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวเลขที่เฟดให้ความสนใจเป็นพิเศษ และบ่งชี้ถึงทิศทางของอัตราดอกเบี้ยในอนาคต
การประกาศตัวเลขในครั้งนี้จะค่อนข้างมีความซับซ้อนเป็นพิเศษนะครับ โดยเราจะจับตาแค่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องจับตาตัวเลขอัตราการว่างงานและรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงกันด้วยนะครับ เนื่องจากเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นเราจะต้องจับตาตัวเลขกันทั้งหมด 4 ตัวดังนี้ครับ
1. รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเมื่อเทียบเดือนต่อเดือน
2. รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเมื่อเทียบปีต่อปี
3. ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร
4. อัตราการว่างงาน
เนื่องจากเราต้องพิจารณาตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเข้ามาร่วมด้วยนั่นเอง เลยทำให้การวิเคราะห์การประกาศตัวเลขในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมานั้นจะมีความซับซ้อนมากครับ เนื่องจากตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงหรือที่เรียกกันว่าตัวเลขค่าจ้างนั้นสามารถบ่งชี้ถึงอัตราเงินเฟ้อในอนาคตได้อย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่เฟดจะให้ความสนใจมากเช่นกัน
และผลปรากฏว่า...ตัวเลขทั้งหมดออกมาดังนี้ครับ
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 261,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง แต่น้อยกว่าตัวเลขในครั้งก่อนที่ตัวเลขการจ้างงานอยู่ที่ 315,000 ตำแหน่ง
ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.7% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.6% และเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจากระดับ 3.5% ในเดือนก.ย.
กระทรวงแรงงานสหรัฐยังได้ปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ย. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 315,000 ตำแหน่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมจากที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 263,000 ตำแหน่ง และปรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนส.ค. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 292,000 ตำแหน่ง ลดลงจากเดิมจากที่รายงานว่าเพิ่มขึ้น 315,000 ตำแหน่ง
กระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่าภาคเอกชนมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 233,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาครัฐจ้างงานเพิ่มขึ้น 28,000 ตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานดีดตัวขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 0.3% และมากกว่าตัวเลขในครั้งก่อนที่ 0.3%
และตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งออกมาสอดคล้องกับคาดการณ์ที่ 4.7% และน้อยกว่าครั้งก่อนที่ 5.0%
ทั้งนี้ ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ
ส่วนตัวเลขอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของสหรัฐ ซึ่งแสดงสัดส่วนของกำลังแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมด อยู่ที่ระดับ 62.2%
สรุปตัวเลขทั้ง 4 ตัวที่เราจับตากันนะครับ ตัวเลขทั้งหมดออกมาในทิศทางที่ขัดแย้งกันครับ
1. รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเมื่อเทียบเดือนต่อเดือน
ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ และสูงกว่าครั้งก่อน
2. รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเมื่อเทียบปีต่อปี
ออกมาตามคาดการณ์ แต่ลดลงจากครั้งก่อน
3. ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร
ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ แต่ลดลงจากครั้งก่อน
4. อัตราการว่างงาน
ออกมาสูงกว่าคาดการณ์ และสูงกว่าครั้งก่อนอย่างน่าตกใจ!!!
ถ้าเรายึดตัวเลขที่ตลาดคาดการณ์เป็นเกณฑ์ เราจะเห็นได้ว่า ตัวเลขออกมาดีกว่าคาดการณ์ 2 ตัว ตามคาด 1 ตัว และแย่กว่าคาดการณ์อย่างมาก 1 ตัว
และตัวเลขที่ออกมาแย่กว่าคาดการณ์เป็นอย่างมาก ดันเป็นตัวเลขสำคัญอย่างอัตราการว่างงาน!!!
และถ้าเรายึดตัวเลขในครั้งก่อนเป็นเกณฑ์ เราจะเห็นได้ว่า ตัวเลขออกมาดีกว่าครั้งก่อนแค่ 1 ตัวเท่านั้น ส่วนอีก 3 ตัวที่เหลือออกมาแย่กว่าครั้งก่อนทั้งหมด
นี่เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาทองคำมีการปรับตัวร่วงลงจากระดับ 1,652$ ลงมาสู่ระดับ 1,641$ ก่อนที่จะมีการดีดกลับขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปิดตลาดที่ระดับ 1,680$
แต่ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำมีการพุ่งขึ้นไปได้ถึงขนาดนี้ ไม่ใช่เพราะตัวเลขของสหรัฐออกมาแย่นะครับ!!!
ถ้านักลงทุนมองว่าตัวเลขการจ้างงานในครั้งนี้ออกมาแย่จริงๆ Bond Yield สหรัฐอายุ 10 ปีจะต้องร่วงลงเรื่อยๆครับ จะไม่มีการฟื้นกลับขึ้นมาแบบนี้
เราสังเกตได้จากกราฟของ US10Y ได้เลยครับ ที่มีการย่อลงตัวลงไปก่อนจากอัตราการว่างงานที่ออกมาสูงขึ้น แต่สุดท้ายก็มีการฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้จากการที่ตัวเลขการจ้างงานยังคงถือว่ามีความแข็งแกร่งอยู่ และตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงยังคงบ่งชี้ให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐยังคงสูงอยู่
และตลาดกำลังตีความว่า...ตลาดแรงงานนั้นยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ และเงินเฟ้ออาจจะยังไม่ลดลงง่ายๆในอนาคต ซึ่งจะหมายความได้ว่า...โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยสูงถึง 0.75% ในการประชุมในเดือนหน้ายังคงมีความเป็นไปได้อยู่นะครับ!!!
ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรออกมาสูงกว่าคาดการณ์ที่ 200k เป็นอย่างมาก เนื่องจากตัวเลขออกมาที่ 261k รวมทั้งตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงเมื่อเทียบเดือนต่อเดือนนั้นออกมาที่ 0.4% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์และครั้งก่อนที่ 0.3% อีกด้วย ตลาดจะตีความว่า...ตัวเลขตลาดแรงงานออกมาแข็งแกร่ง และเศรษฐกิจสหรัฐยังคงดีอยู่ ทำให้บริษัทต่างๆมีกำไรจากการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น ทำให้มีกำลังในการจ้างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำลังในการขึ้นค่าจ้างให้กับพนักงานมากขึ้นในภาวะที่ค่าครองชีพสูงจากภาวะเงินเฟ้อสูงในขณะนี้ และการที่พนักงานได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น ดังนั้นต่อให้ราคาสินค้าจะยังคงแพงขึ้น แต่พนักงานเหล่านี้ก็ยังมีกำลังซื้อที่จะซื้อสินค้าในราคาแพงได้อยู่ และตราบใดที่สินค้าในราคาแพงยังคงขายได้เนื่องจากผู้บริโภคยังคงมีกำลังซื้อสินค้าในราคาแพงจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ราคาสินค้าก็จะยังคงสูงอยู่ต่อไป และมีแนวโน้มที่จะลดลงได้ยาก ดังนั้นจึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงไม่ลดลงง่ายๆเช่นกัน และเงินเฟ้อยังมีโอกาสสูงขึ้นอีกด้วย ตลาดอาจมองว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้นในอนาคตเพื่อจัดการปัญหาเงินเฟ้อ โดยที่ไม่ต้องกังวลกับตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งอยู่ในขนาดนี้ ถึงแม้อัตราการว่างงานจะออกมาสูงขึ้นจากการที่บริษัทต่างๆเริ่มลดขนาดตัวเองลงจากความเสี่ยงในด้านภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ได้มีการปลดพนักงานมากขึ้น และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตัวเลขอัตราการว่างงานนั้นออกมาสูงขึ้นนั่นเอง
และถ้านักลงทุนมองว่าตัวเลขการจ้างงานในครั้งนี้ออกมาแย่จริงๆ ตลาดหุ้นสหรัฐจะต้องมีการปรับตัวขึ้นเรื่อยๆครับ จะไม่มีการร่วงลงกลับมาที่เดิมแบบนี้
และตลาดหุ้นได้ร่วงลงจากการฟื้นตัวขึ้นของ Bond Yield สหรัฐอายุ 10 ปีครับ
การปรับตัวขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยจำนองของสหรัฐ จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินกู้จำนองเพิ่มมากขึ้น และบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ ทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน จึงได้ส่งผลให้ราคาหุ้นรายตัวของแต่ละบริษัทมีการปรับตัวลง และฉุดตลาดหุ้นสหรัฐให้มีการปรับตัวลงเช่นกัน
ก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐจะกลับมาปิดบวกในภายหลังตามการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นจีนฟิวเจอร์สอย่างต่อเนื่องจากความคาดหวังที่ว่าจีนจะทำการเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ภายในประเทศอีกครั้ง
แล้วทำไมราคาทองคำถึงได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่มีการย่อตัวลงมาเลย
คำตอบง่ายๆคือ...ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ DXY โดนกดดันอย่างหนักจาก 4 ปัจจัยครับ
1. การพุ่งขึ้นของสกุลเงินดอลลาร์แคนาดา CAD ที่กดดันดัชนีดอลลาร์สหรัฐ DXY อย่างหนัก จากการที่ในตอน 19:30 ทางแคนาดานั้นได้มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานออกมาเช่นกัน
ตัวเลขการจ้างงานของแคนาดาออกมาดีมากๆเลยครับ เพราะตัวเลขออกมาสูงถึง 108.3k มากกว่าตัวเลขในครั้งก่อนที่ออกมา 21.1k ถึง 5 เท่า!!!
และยังออกมาสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 10.0k ถึง 11 เท่า!!!
ในขณะเดียวกัน อัตราการว่างงานของแคนาดาออกมาที่ 5.2% ดีกว่าคาดการณ์ที่ 5.3% และยังคงทรงตัวอยู่ในระดับเดียวกันกับครั้งก่อนที่ 5.2%
ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าทั้งตัวเลขการจ้างงานและอัตราการว่างงานของแคนาดาออกมาสอดคล้องกัน และออกมาดีทั้งคู่
จึงส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แคนาดามีการพุ่งขึ้นเป็นอย่างมาก กดดันดัชนีดอลลาร์สหรัฐ DXY ให้ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง
2. ตลาดหุ้นจีนฟิวเจอร์สยังคงมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความหวังในการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ภายในประเทศของจีน จึงส่งผลให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ USD ไปเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นอีกครั้ง
3. สกุลเงินหยวน CNY ยังคงมีการแข็งค่าอย่างต่อเนื่องตามการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นจีน เป็นอีกปัจจัยที่กดดันดัชนีดอลลาร์สหรัฐ DXY ให้ร่วงลง
และการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นจีนฟิวเจอร์สรวมทั้งการแข็งค่าขึ้นอย่างมากของสกุลเงินหยวน CNY ก็เป็นปัจจัยที่หนุนราคาทองคำโดยตรงนั่นเอง จากการที่จีนเป็นประเทศผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลกนั่นเอง
4. มีคณะกรรมการเฟด 3 ท่านออกมากล่าวในช่วง 21:00 และ 02:00 ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ทั้งนางซูซาน คอลลินส์ และนายโทมัส บาร์กิ้นในเวลา 21:00 และปิดท้ายด้วยคำกล่าวของนายชาร์ลส์ อีแวนส์ในช่วง 02:00 ซึ่งคณะกรรมการทั้ง 3 ท่านยังคงมีความเห็นที่ขัดแย้งกันในเรื่องนโยบายทางการเงินและการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้าของเฟด จากตัวเลขในตลาดแรงงานทั้ง 4 ตัวที่ได้ออกมาขัดแย้งกันดังที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงเป็นอีกปัจจัยที่กดดันดัชนีดอลลาร์สหรัฐ DXY ให้มีการร่วงลง
และเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำให้มีการพุ่งขึ้นไปจนถึงระดับ 1,680$ ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา
แต่ราคาทองคำมีโอกาสร่วงลงในช่วงเปิดตลาดวันจันทร์สูงมากนะครับ ซึ่งไปติดตามอ่านกันได้ในบทวิเคราะห์ถัดไปเลยนะครับ อยากให้ได้อ่านกันทุกท่าน ว่าเพราะอะไรราคาทองคำถึงมีโอกาสร่วงลงในช่วงเช้าวันนี้!!!
