ลุ้นผลการประชุม FOMC และจับตา Dot Plot ใหม่

เผยแพร่ 13/06/2022 08:34
  • สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกังวลแนวโน้มเฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงยังคงกดดันตลาดการเงินโดยรวม
  • ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด หลังเงินเฟ้อ CPI ล่าสุดสหรัฐฯ ยังคงเร่งตัวสูงขึ้น เพิ่มโอกาสเฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง

  • เงินดอลลาร์ยังคงมีแรงหนุนฝั่งแข็งค่า ตามแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี หากเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อการเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรง อย่างที่ตลาดได้คาดการณ์หรือ priced-in ไปบ้างแล้ว ก็อาจกดดันเงินดอลลาร์ให้ย่อตัวลงได้ ส่วนเงินบาทมีโอกาสผันผวนในฝั่งอ่อนค่าตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์เป็นหลัก โดยเงินบาทอาจอ่อนค่าทดสอบแนวต้านในโซน 34.80-35.00 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกชะลอได้บ้าง จากแรงขายทำกำไรทองคำ ขณะเดียวกันโซนแนวต้านดังกล่าวอาจมีแรงขายดอลลาร์พอสมควรจากฝั่งผู้ส่งออก นอกจากนี้ เงินบาทจะยังไม่อ่อนค่าทะลุระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ หากตลาดไม่ได้กังวลการเริ่มใช้มาตรการ Lockdown อีกครั้งในบางพื้นที่ของจีน จนหันมาเทขายสินทรัพย์ฝั่ง EM Asia ทั้งหุ้นและบอนด์ อย่างรุนแรง

  • มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
    34.40-35.00
    บาท/ดอลลาร์

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ฝั่งสหรัฐฯ – เรามองว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟด หรือ FOMC เดือนมิถุนายน เฟดจะเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% สู่ระดับ 1.25%-1.50% พร้อมกันนี้ ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ เฟดสามารถส่งสัญญาณพร้อมเร่งขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งตลาดจะรอจับตาประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจใหม่ของเฟด รวมถึงคาดการณ์ดอกเบี้ยเฟด หรือ Dot Plot ใหม่ เพื่อประเมินแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุดในมุมมองของผู้เล่นในตลาดได้ประเมินว่า เฟดจะทยอยขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเดือนกรกฎาคม และอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมเดือนกันยายน ก่อนจะกลับมาขึ้น 0.50% และ 0.25% ในการประชุมถัดมา ทำให้ Terminal Rate ของเฟดจะสูงถึง 3.75% ในไตรมาส 1 ของปีหน้า ในมุมมองของผู้เล่นในตลาดล่าสุด นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของประธานเฟดในช่วง Press Conference เพื่อจับตาการส่งสัญญาณถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะโอกาสที่เฟดอาจเร่งขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 0.50% เพื่อคุมเงินเฟ้อ และที่สำคัญ ตลาดอาจรอฟังการประเมินความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวหนัก จนเข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) จากประธานเฟด หลังจากประเด็นดังกล่าวเริ่มเป็นที่กล่าวถึงในตลาดการเงินมากขึ้น และนอกเหนือจากถ้อยแถลงของประธานเฟด ตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะ Christopher Waller ว่าจะมีการส่งสัญญาณสนับสนุนการเร่งขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงของเฟดหรือไม่

  • ฝั่งยุโรป – ตลาดคาดว่า แนวโน้มการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจเยอรมนี อาจช่วยหนุนให้บรรดานักลงทุนและผู้เล่นในตลาดการเงินมีมุมมองที่ดีขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเยอรมนี สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) เดือนมิถุนายน ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -26.8 จุด ดีขึ้นจาก -34.3 จุดในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ภาพรวมเศรษฐกิจเยอรมนีจะยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและกดดันการใช้จ่ายของผู้คนได้ เช่นเดียวกันกับในฝั่งอังกฤษ ผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจะกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทำให้ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนพฤษภาคม หดตัวกว่า -0.6% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่จุดต่ำสุดเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติที่ผ่านๆมา นอกจากนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง จะหนุนให้ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% โดย BOE อาจประเมินว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังคงได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล่าสุดของรัฐบาล รวมถึงตลาดแรงงานที่ยังคงแข็งแกร่ง ทำให้ BOE สามารถทยอยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อได้ ทั้งนี้ ตลาดประเมินว่า BOE อาจสามารถทยอยขึ้นดอกเบี้ยจนแตะระดับ 2.00% ได้ในปีนี้

  • ฝั่งเอเชีย – ตลาดประเมินว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในเดือนพฤษภาคม หลังจากที่ทางการจีนสามารถทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ในช่วงปลายเดือน สะท้อนผ่านยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ที่จะหดตัวราว -1.0%y/y ส่วนยอดค้าปลีก (Retail Sales) หดตัว -7.1%y/y ซึ่งเป็นการหดตัวในอัตราที่น้อยลงจากเดือนเมษายนพอสมควร นอกจากนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ตลาดมองว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยนโยบาย (MLF) ลง 0.10% สู่ระดับ 2.75% ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ตลาดมองว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อ เพื่อประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ -0.10% พร้อมทั้งคงเป้าหมายบอนด์ยีลด์ 10 ปี ที่ระดับ 0.00%+/-0.25% ซึ่งการเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่สวนทางกับธนาคารกลางหลักอย่างเฟดจะสร้างแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าให้กับเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ไปจนกว่า BOJ จะเริ่มส่งสัญญาณพร้อมปรับนโยบายการเงิน

Weekahead carlendar

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย