บิทคอยน์ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน แต่มีแนวโน้มขาดทุนรายสัปดาห์
เศรษฐกิจโลกมี 2 ปัจจัยที่กดดันเริ่มจากการตีความท่าทีของ Fed ที่น่าจะปรับ ขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกในการประชุมรอบเดือน พ.ค. และ มิ.ย.65 เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และอาจมีเรื่องของการลดขนาดงบดุลตามมา อีกเรื่องหนึ่งคือความกังวลเรื่อง เศรษฐกิจจีนที่ถูกกดดันจากนโยบาย Covid เป็น 0 ทำให้ดัชนีทางเศรษฐกิจ ต่างๆ ทั้ง PMI และ GDP ออกมาต่ำกว่าคาด ส่วนในบ้านเราน้ำหนักทั้งหมด อยู่ที่การเปิดเมือง โดยวันที่ 1 พ.ค.65 ได้ยกเลิกระบบ Test&Go พรัอมทั้ง คลายมาตรการในแต่ละจังหวัดทำให้บรรยากาศในการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าบ้านเราเพิ่มเป็นราว 20000 คนต่อวัน หากมีความต่อเนื่อง เป้าหมายปี 2565 ที่ 5-7 ล้านคนก็เป็นไปได้
รอผลประชุม Fed ขณะที่พรุ่งนี้เป็นวันหยุดคาด SET Index เคลื่อนไหวใน กรอบ 1660 - 1675 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยยังให้ถือ ครองเงินสด 15% หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BLA และ MCS
ปัจจัยภายนอกยังกดดันเศรษฐกิจและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
ปัจจัยภายนอกยังกดดันเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย หลักๆ มาจากผลกระทบของ สงครามรัสเซีย – ยูเครนที่ยืดเยื้อ นำไปสู่การทยอยปรับลด GDP โลกลง และ GDP1Q65 สหรัฐพลิกมาติดลบ -1.4%QoQ นอกจากนี้ยังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อหลายประเทศเร่งขึ้น นำไปสู่การใช้นโยบายการเงินตึงตัวแบบเต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันตลาดคาดว่า Fed มี โอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ถึง 0.5% (ปรับขึ้นครั้งเดียวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543) และ อาจจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนหน้าอีก 0.5% - 0.75% ซึ่งทำให้คาดการณ์อัตราดอกเบี้ย ปลายปีอยู่ที่ 3% พร้อมกับทยอยลดงบดุลลง 9.5 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน (ปรับลดเร็ว กว่าปี 2561 ถึง 3 เท่า)
ขณะที่อีกปัจจัยกดดันเศรษฐกิจและตลาดหุ้น คือ การแพร่ระบาดโควิดในจีนที่เห็น พัฒนาการต่อเนื่องจากจุดเริ่ม Lockdown เซี่ยงไฮ้ ต่อด้วยปักกิ่งในบางเมือง โดยล่าสุด รัฐบาลจีน ยกระดับมาตรการควบคุมโควิดโดยห้ามรับประมานอาหารในร้านแล้วเป็น เวลา 5 วันนับจาก 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนกลัวการนำไปสู่ความกังวลในการ Lock Down เต็มรูปแบบเช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ จากนโยบาย Zero-Covid จนกระทบ เศรษฐกิจ สังเกตได้จาก GDP ไตรมาส 1 ที่โตเพียง 4.8%YoY ต่ำกว่าระดับปกติบวกกับ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนเม.ย.ที่ออกมา 47.4 ต่ำกว่าเดือนที่แล้วที่ 49.5 (ต่ำสุดใน รอบ 2 ปี)
โดยสรุป ทั้งสงครามรัสเซีย ยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ FED มีโอกาสใช้นโยบายทาง การเงินที่ตึงตัวขึ้น บวกกับโควิดในจีนที่ยังไม่มีสัญญาณที่ดีขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก อยู่ในโหมด Wait and See เช่นเดียวกับ SET Index โดยมองกรอบการเคลื่อนไหว วันนี้ที่ 1660-1675 จุด
ยกเลิก Test & Go วันแรก ต่างชาติเข้าไทยกว่า 20,000 คน 142 เที่ยวบิน
กทม. ออกประกาศคลายล็อกตามมติ ศบค.ชุดใหญ่ มีผล 1 พ.ค. 65 โดยมีรายละเอียด ดังนี้
-
ร้านขายอาหาร สุรา เครื่องดื่มแอลกฮอล์ เปิดได้เฉพาะร้านที่ผ่านการตรวจประเมินมาตรฐาน SHA Plus ขึ้นไป หรือ Thai Stop Covid 2 Plus แล้วเท่านั้น และปิดไม่เกิน 24.00 น
-
โรงภาพยนตร์ เปิดได้โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
-
สถานเสริมความงาม ร้านเสริมสวย แต่งผมหรือตัดผม ร้านทำเล็บ ร้านสักสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ สปา และสถานประกอบการนวดแผนไทย เปิดดำเนินการได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด ผู้รับบริการต้องได้รับวัคชีนครบ หรือมีผลตรวจโควิด-19 ในระยะเวลา 72 ชั่วโมงก่อนใช้บริการ โดยวิธี RT-PCR หรือ ATK
ขณะที่ประเด็นการยกเลิกTest & Go วันแรกมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศคึกคัก โดยมี เที่ยวบินขาเข้าทั้งสิ้น 142 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออก 156 เที่ยวบิน รวมมีผู้โดยสาร ระหว่างประเทศเดินทางขาเข้า จำนวน 20,606 คน และผู้โดยสารขาออกจำนวน 16,385 คน
หากตั้งสมมุติฐานจำนวนผู้ผู้โดยสารระหว่างประเทศเดินทางขาเข้า จำนวน 20,606 คน คูณด้วยวันที่เหลือถึงสิ้นปีราว 207 วัน จะได้นักท่องเที่ยวเข้าไทยราว 4.2 ล้าน คน ซึ่งพอรวมกับนักท่องเที่ยวในช่วง 4 เดือนแรกแล้ว ถือว่าใกล้เคียงกับทาง ธปท. คาดไว้ที่ 5 ล้านคนในปีนี้ถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่ม Reopening ท่องเที่ยว โรงแรม สายการบิน (MINT CENTEL ERW AAV AOT) และหุ้นสถานที่ ท่องเที่ยว (CPN CRC MAJOR)
ราคาหมูไก่ขึ้น และกระทรวงพาณิชย์เปิดให้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บวกต่อ TFG GFPT CPF
ปัจจุบันราคาไก่เป็นล่าสุดอยู่ 42 บาท/กก. ปรับเพิ่มขึ้น 2.4% mom และราคาสุกรหน้า ฟาร์มล่าสุดอยู่ที่ 98 บาท/กก. ปรับเพิ่มขึ้นถึง 14% mom ถือว่าอยู่ในระดับสูง จาก ปัญหาสุกรขาดแคลน ถือเป็นผลบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานงวด 1H65 ของ TFG GFPT และ CPF ให้ฟื้นตัว
นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์เห็นชอบให้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้ 3 ช่องทาง ชั่วคราว ปริมาณรวมไม่เกิน 1.2 ล้านตัน (คิดเป็นราว 6% ของปริมาณการใช้อาหารสัตว์ในปี 2565) เป็นเวลา 3 เดือน จนถึง 31 ก.ค. 65 เพื่อชดเชยปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ขาด แคลนในไทย ดังนี้
1) ยกเว้นเงื่อนไขกำหนดเดิมในการนำเข้าข้าวสาลี 1 ตัน ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ตัน ชั่วคราวตั้งแต่พ.ค.-ก.ค. 65
2) เพิ่มโควตานำเข้าข้าวโพดเป็นไม่เกิน 6 แสนตัน (เดิม 5.47 หมื่นตัน) จะมีผลให้ลดภาษีนำเข้าข้าวโพดเหลือ 0% จาก 20% เป็นการชั่วคราว
3) เปิดนำเข้าข้าวโพดช่องทางอื่นได้เป็นปกติ ตั้งแต่พ.ค.-ก.ค. 65
ถือเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากราคาข้าว สาลีและข้าวโพดโลกก็อยู่ในระดับสูง อีกทั้งค่าขนส่งก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน ฝ่ายวิจัยประเมินและให้น้ำหนักราคาไก่และสุกรที่ปรับสูงขึ้น จะมีน้ำหนักมากกว่า ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับสูงขึ้นในปี 2565 จึงยังแนะนำซื้อ TFG, GFPT, และ CPF
ตลาดหุ้นยังอยู่ในโหมดความกลัว แนะเลือกหุ้นมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว BLA, AOT, MCS
ภาพรวมตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในความผันผวนมากกว่าปกติ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมาสู่นโยบายการเงินตึงตัว แบบ New Normal โดย ตลาดคาดว่าจะเห็น Fed ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน พ.ค. 0.5% และเดือน มิ.ย. อาจจะขึ้นได้ ถึง 0.75% ภายใต้เศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มชะลอลงจากตัวเลข GDP1Q65 ลดลง - 1.4%QoQ รวมถึงประเทศจีนกลับมาใช้มาตรการคุมเข้มโควิดอีกครั้ง ประเด็นดังกล่าวกดดันให้ตลาดหุ้น S&P500 ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ปรับตัวลง -3.6% (เป็น การปรับตัวลดลงวันเดียวมากสุดนับตั้งแต่ มิ.ย. 63) กดดันให้ทั้งเดือน เม.ย. 65 ลดลง - 8.8% (ลดลงมากสุดนับตั้งแต่ มี.ค. 63) เช่นเดียวกับดัชนี Nasdaq ในวันศุกร์ ปรับตัวลง -4.2% (ลดลงวันเดียวมากสุดนับตั้งแต่ ก.ย. 63) กดดันให้เดือน เม.ย. 65 ลดลง -13.3% (ลดลงมากสุดนับตั้งแต่ ต.ค. 51)
ความกังวลประเด็นการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ยังกดดันให้ Bond Yield 10 ปี สหรัฐ เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 3% ทำจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่ ธ.ค. 61 และเม็ดเงินลงทุนยังมีการไหลเข้า สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินดอลลาร์ต่อเนื่อง หนุนให้ Dollar Index ล่าสุดอยู่ที่ 103 จุด
ส่วนตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนตามตลาดหุ้นโลก จากความกังวลสภาพคล่องในระบบ การเงินลดลง สะท้อนได้จากปี 2561 สภาพคล่องในระบบลดลงจากการที่ Fed ขึ้น ดอกเบี้ย 4 ครั้ง และมีการลดขนาดงบดุลลง 3.1 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือนกดดัน ตลาด หุ้นไทยในปีนั้นลดลง -10.8% พร้อมกับ Fund Flow ที่ไหลออก รวมถึงปัจจุบันค่าเงิน
บาทยังอ่อนค่าต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 34.4 บาท/เหรียญ กดดันให้ต่างชาติมีโอกาสขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยน และ Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าน้อยกว่าในช่วงต้นปี กลยุทธ์การลงทุนแนะนำกระจายการลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อย่าง BLA (ได้กระแสบวกจาก Bond Yield ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง), AOT (เห็นสัญญาณ นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาชัดขึ้นในวันแรกของการยกเลิกระบบ Test & Go), MCS (เป็นหุ้นมี Valuation เด่น P/E ต่ำเพียง 6 เท่า, ปันผลสูงเกือบ 10%ต่อปี)
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
