ราคาทองคำและเงินลดลงต่อเนื่องเนื่องจากความแข็งแกร่งของดอลลาร์กดดันตลาดโลหะ
Biden tax: A direct impact on U.S.
SET: ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงวานนี้จากความกังวลปัจจัยภายในประเทศเป็น สาคัญ จากทั้งการติดเชื้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง จํานวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น และ Side effect ที่ไม่ถึงประสงค์ที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนเป็นต้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทําให้เราเริ่มเห็นว่าหน่วยงานบางแห่งเริ่มที่จะออกมาปรับลด ประมาณการการขยายตัวของ GDP ไทยในต่ากว่าระดับ 20 เป็นที่ เรียบร้อย ซึ่งต้องถือว่าโดน้อยมากหากเทียบกับภูมิภาคหรือเทียบกับฐานปีที่แล้ว ที่ถือว่าอยู่ต่าแล้ว ทั้งนี้ การปรับลดคาดการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสําคัญมา จากการปรับลดสมมติฐานจํานวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ ณ ขณะนี้ถือว่ามี Downside risk เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ
Weak linkage to EPS: สิ่งที่น่าติดตามต่อไปก็คือว่า การปรับลดคาดการณ์ เศรษฐกิจต่างๆเหล่านี้จะส่งผลไปยังประมาณการ EPS ของตลาดได้มากน้อย ขนาดไหน ซึ่งข้อโชคดีประการหนึ่งก็คือว่า Sector ขนาดใหญ่อย่างเป็นพลังงาน และปิโตรเคมีนั้นเป็นกลุ่มที่อิงกับปัจจัยภายนอกและราคาโภคภัณฑ์ ซึ่งเรามองว่า กลุ่มเหล่านี้มี Downside ค่อนข้างต่ํา ส่วนกลุ่มธนาคารเองนั้นส่วนใหญ่ก็มีการตั้ง สารองในระดับสูงแล้วเช่นกัน ประกอบกับมีมาตรการทางภาครัฐช่วยเหลืออยู่ จึงอาจทําให้ค่าใช้จ่ายสํารองในช่วงถัดไปยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ดังนั้นกล่าวโดย สรุปแล้วเราประเมินว่าประมาณการ EPS ของ SET ที่ ณ ขณะนี้อยู่ที่ 80.4 และ 94.4 สําหรับปีนี้และปีหน้านั้น น่าจะมี Downside risk ที่จํากัดด้วย เช่นกัน มองกลุ่มที่มีโอกาสถูกปรับลดประมาณลงมากที่สุดในช่วงถัดไป ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) กลุ่มขนส่ง (TRANS) และกลุ่มค้าปลีก (COMM) เป็นต้น
U.S. Tax: สําหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืนนี้ปรับลดลงราว 1% โดยหลักเป็น เหตุผลจากความกังวลการเก็บเพิ่มภาษี Capital gains tax ที่ปธน.โจ ไบเดน เตรียมจะเสนอให้สภา Congress พิจารณาในช่วงถัดไป จึงทาให้นักลงทุนพากัน ขายหุ้น Lock profit ออกมาบางส่วน โดยในรายละเอียดนั้น นายไบเดนต้องการที่ จะให้ภาษีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่ามาอยู่ที่ 39.6% จากเดิมที่อยู่เพียง 200 เท่านั้น เมื่อมาประกอบกับภาษีอื่นที่เก็บบนรายได้จากการลงทุนเดิมอยู่แล้ว อาจทําให้ อัตราภาษีขันสูงสุดที่ผู้มีรายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินมากกว่า 1 ล้านเหรียญฯขึ้นไปจะอยู่ที่ระดับ 43.4%% เลยทีเดียว ซึ่งจะถือเป็นอัตราภาษีที่สูง กว่าภาษีอนๆเช่น Personal Income aX ฮกตาย แนะนาจบดาความศบหนาของ ประเด็นดังกล่าวในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ซึ่งคาดว่านายไบเดนจะเปิดเผยรายละเอียดที่ มากขึ้นเกี่ยวกับแผน "American Families Plan” ปี
Next step is corporate tax: ปัจจัยการขึ้นภาษีของสหรัฐฯถือเป็นปัจจัยที่เรา เคยย้ำเดือนมาก่อนหน้านี้ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวนโยบายของปธน.โจ ไบเดนที่ต้องการลดความเหลื่อมล่าในสังคมมากขึ้น ที่สาคัญภาษีที่ขึ้นอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ Capital gains tax ปี โดยในขั้นตอน สัดไปอาจมีการเพิ่มอัตราภาษีนิติบุคคลหรือ Corporate income tax ด้วยเช่นกัน เพื่อนําเงินส่วนหนึ่งไป Financing ให้กับแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาด ใหญ่มูลค่า 2.2 ล้านล้านเหรียญฯสหรัฐฯ แนะนําจับตาความคืบหน้าของแผน ดังกล่าวในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ หากเข้าสู่สภาและดําเนินการได้เร็ว อาจเป็น ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มกาไรของบจ.ในสหรัฐฯได้ โดยเฉพาะ บริษัทที่ยังมีฐานกาไรในระดับต่ําอย่างเช่นกลุ่ม Startup และกลุ่ม เทคโนโลยีเป็นต้น
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities
