สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดขณะที่ Nvidia ลดกำไรหลังประกาศผลประกอบการ
สรุป ราคาทองคําวานนี้ปิดปรับตัวลดลง 9.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคําขึ้นไปทดสอบระดับสูงสุดใหม่นี้บริเวณ 1,797 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ราคาทองคําได้รับแรงกดดันจาก
(1.) แรงขายทํากําไรและแรงขายทางเทคนิค
(2.) การเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ “ดีเกินคาด” อาทิ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่ลดลงสู่ระดับ 547,000 รายและแตะระดับต่ําสุดในรอบ 13 เดือน, ดัชนี CFNAI ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ +1.71 ในเดือนมี.ค. จากระดับ -1.2 ในเดือนก.พ. และ ดัชนีชี้นําเศรษฐกิจจาก Conference Board ที่พุ่งขึ้น 1.3% สถานการณ์ดังกล่าวหนุนให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่า พร้อมหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ให้ดีดตัวขึ้นจนเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคํา และ
(3.) การร่วงลงของสกุลเงินยูโร หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ย และ “คง” วงเงินของโครงการซื้อสินทรัพย์ อย่างไรก็ดี นาง Christine Lagarde ประธาน ECB กล่าวว่า ผู้กําหนดนโยบายยังไม่ได้หารือ เกี่ยวกับการยุติโครงการเข้าซื้อพันธบัตรเพราะ "ยังเร็วเกินไป” รวมถึงยังมองว่าเศรษฐกิจยังคง “ตกอยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน” แม้จะมีสัญญาณของการฟื้นตัวและความคืบหน้าจากการฉีด วัคซีนต้าน COVID-19 ก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวหนุนดัชนีดอลลาร์เพิ่มจนกดดันราคาทองคํา ส่งผลให้ราคาทองคําร่วงลงแตะระดับต่ําสุดบริเวณ 1,777.32 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะมีแรงซื้อ ทองคําในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาพยุงราคาไว้ หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงแรงท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับแผนการขึ้นภาษีของปธน.ไบเดน ด้านกองทุน SPDR ถือครองทองคําไม่ เปลี่ยนแปลง สําหรับวันนี้ติดตามการเปิดเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ รวมถึงยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐ
ราคาขยับขึ้นแต่ก็มีแรงขายทํากําไรสลับออกมา ขณะที่แรงซื้อของราคาทองคําลดลงจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งหากราคา ทองคําไม่สามารถยืนเหนือ 1,800-1,806 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ มีผลให้ราคาปรับตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง โดยมีโอกาสเกิดแรงขายกลับลงมา โดยมีแนวรับในโซน 1,777-1,763 ดอลลาร์ต่อออนซ์
คําแนะนํา ราคาทองคําอ่อนตัวลงจะมีแนวรับบริเวณ 1,777-1,763 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากยืนได้ ราคามีโอกาสทดสอบแนวต้าน 1,800-1,806 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่ สามารถผ่านได้ให้แบ่งขายทํากําไร

