UBS ตั้งเป้าหมายทองคำสูงถึง $6,200 ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
1. ทำไมโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลน่าลงทุนมากที่สุด ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
ตามแผน PDP 2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (2020) ที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติล่าสุด เมื่อ 20 ต.ค. 63 พบว่า ภาครัฐจะยังสนับสนุนให้ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลมากที่สุดต่อไป ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายให้โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลมีกำลังการผลิตเป็น 4,694 เมกะวัตต์ ในปี 2580 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 134% จากในปี 2563 ที่มีกำลังการผลิตที่ 2,010 เมกะวัตต์
สำหรับนิยามของพลังงานหมุนเวียน คือ พลังงานจากแหล่งที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่มีวันหมดเช่น น้ำ และแสงอาทิตย์ และสามารถผลิตขึ้นใหม่ได้ เช่น พืชผลทางการเกษตร ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียน คือ เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากผลพลอยได้ที่มาจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย และแกลบ ซึ่งเป็นพืชพลังงานที่สามารถนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าต่อได้
ทั้งนี้ “โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน และโรงไฟฟ้าประชารัฐ” เป็นสองโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่ภาครัฐเตรียมผลักดันลงทุนอย่างเต็มที่ และเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการขนาด SME ด้วย เนื่องจากภาครัฐจะส่งเสริมลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กมากไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ (โดยปกติโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่มักมีกำลังการผลิตมากกว่า 90 เมกะวัตต์ ส่วนโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มักมีกำลังการผลิตที่ 10-90 เมกะวัตต์) ซึ่งภาครัฐมีโควตาจะรับซื้อไฟจากทั้งสองโครงการข้างต้น รวมทั้งสิ้น 720 เมกะวัตต์ ในช่วงปี 2564-67 นอกจากนี้ ในช่วงปี 2573-80 ภาครัฐมีแผนจะรับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลรอบใหม่อีก 2,780 เมกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มีรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการ แต่คาดว่าจะเปิดโอกาสแก่โรงไฟฟ้าทุกขนาด หากไม่จำกัดขนาดของกำลังการผลิตต่อหนึ่งโรงไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ตามประเภทของเชื้อเพลิง คือ ชานอ้อย และแกลบ ซึ่งทั้งหมดนี้คิดเป็นสัดส่วน 73% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล และที่เหลืออีก 27% ค่อนข้างมีหลากหลายประเภทเชื้อเพลิง เช่น ไม้สับ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลจากชานอ้อย เป็นประเภทที่นิยมลงทุนมากที่สุด เพราะส่วนมากเป็นการต่อยอดจากโรงงานน้ำตาลที่มีความพร้อมของวัตถุดิบอยู่แล้ว
2. โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลประเภทใด ให้ผลตอบแทนดีที่สุด ?
โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลจากชานอ้อยสร้างผลตอบแทนมากที่สุด และมีระยะเวลาในการคืนทุนเร็วที่สุด ขณะที่ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลจากไม้สับสร้างผลตอบแทนน้อยที่สุด และมีระยะเวลาในการคืนทุนช้าที่สุด (รูปที่ 3) มีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงจากชานอ้อยอยู่ในระดับต่ำ เพราะเป็นวัตถุดิบที่เหลือจากโรงงานน้ำตาล ซึ่งมักต่อยอดกิจการไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลด้วย และโดยปกติ ราคาชานอ้อยค่อนข้างต่ำ หากไม่ประสบภาวะภัยแล้งจนส่งผลให้ผลผลิตอ้อยลดลง ขณะที่ ต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าพลังงาน ชีวมวลจากไม้สับมักสูง เนื่องจากการที่ไม้สับมีความชื้นสูง ทำให้ต้องใช้เชื้อเพลิงจำนวนมากในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงาน ชีวมวลจากไม้สับยังมีต้นทุนการก่อสร้างที่สูง เนื่องจากต้อง
ลงทุนระบบย่อยเชื้อเพลิงเพิ่มเติม

3. จุดเด่น จุดด้อย และพื้นที่ที่มีศักยภาพของโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในแต่ละประเภท
แม้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลจากชานอ้อยมีความคุ้มค่าทางการเงินในการลงทุนมากที่สุดในกลุ่มนี้ แต่อาจมีจุดด้อยในบางประเด็น เช่น การขาดแคลนวัตถุดิบทางการเกษตรจากภาวะภัยแล้ง ทั้งนี้ นักลงทุนควรพิจารณาจุดเด่นและจุดด้อยของโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในแต่ละประเภท รวมถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพที่เหมาะจะลงทุน ร่วมด้วย เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ก่อนเริ่มต้นลงทุน

4. หากสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ต้องทำอย่างไรบ้าง
จากที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าต้องใช้เงินลงทุนที่สูง และอาจเผชิญความท้าทายด้านความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง รวมทั้งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จึงสรุปสิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมตัว โดยแบ่งอออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
1)ก่อนการก่อสร้าง
2)ระหว่างการก่อสร้าง
3)ก่อสร้างเสร็จและมีความพร้อมจ่ายไฟแล้ว
ระยะที่ 1 ก่อนการก่อสร้าง
ควรศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล โดยระยะเวลาในการคืนทุนของโครงการไม่ควรเกิน 10 ปี และผลตอบแทนไม่ควรต่ำกว่าต้นทุนทางการเงิน
ควรเลือกประเภทของโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลให้เหมาะสมกับสถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้า เช่น หากต้องการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลในภาคเหนือตอนล่าง ควรเลือกโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลจากแกลบ เนื่องจากภาคเหนือตอนล่างมีปริมาณแกลบจำนวนมาก ทำให้ราคาแกลบถูก เป็นต้น
ควรขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เช่น ใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน (รายละเอียดอยู่ใน BOX 3)
ควรศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสร้างความเข้าใจ เพื่อขอความเห็นชอบจากชุมชน
ระยะที่ 2 ระหว่างการก่อสร้าง
ควรเลือกเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลที่เหมาะสม เช่น
ฟลูอิดไดซ์เบดมักเหมาะกับโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลจากชานอ้อยมากที่สุด
ควรหาแหล่งน้ำที่ใช้ในระบบการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ นอกจากนี้ ควรเตรียมติดตั้งเครื่องดักฝุ่น และระบบบำบัดก๊าซไอ และน้ำเสีย เพื่อควบคุมปริมาณฝุ่นละอองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ระยะที่ 3 ก่อสร้างเสร็จและมีความพร้อมจ่ายไฟแล้ว
ควรวางแผนในการซ่อมบำรุง รวมทั้งตรวจเช็คโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลทุกปี ตลอดอายุสัญญาโครงการ
ควรเฟ้นหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นเจ้าของแหล่งชีวมวลในวงกว้าง เช่น โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อที่จะได้มีเชื้อเพลิงชีวมวลมากเพียงพอในการผลิตไฟฟ้า และลดต้นทุนของเชื้อเพลิง
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงาน Krungthai COMPASS และเผยแพร่บนเว็บไซต์ krungthai.com
