หุ้นจีนด้าน AI GPU ที่น่าจับตามองตามคําแนะนําของ Morgan Stanley
การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อราคาน้ำมันดิบ
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก:CQG
ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้ายังคงวิ่งอยู่ที่ระดับราคาประมาณ $40 ต่อบาร์เรล แม้จะมีการขึ้นลงไปบ้างแต่สถานการณ์ของราคาน้ำมันดิบก็ไม่ได้ต่างไปจากเดิมตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ราคาน้ำมันดิบเคยลงไปอยู่ในระดับติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ราคาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าบน NYMEX ร่วงลงไปยังจุดติดลบ $40.32 ต่อบาร์เรลและสามารถดีดกลับขึ้นมาได้ในขาขึ้นครั้งเดียวประมาณ $80 กลับมายังระดับ $40 ต่อบาร์เรล สาเหตุที่ราคาน้ำมันดิบลงไปได้ต่ำขนาดนั้นเป็นเพราะความต้องการน้ำมันดิบที่ตกวูบในช่วงการปิดล็อกดาวน์ทั่วโลก นอกจากนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวซาอุดิอาระเบียกับรัสเซียมีความบาดหมางกันเกี่ยวกับการลดกำลังการผลิตน้ำมันจนเป็นเหตุให้ซาอุดิอาระเบียประชดรัสเซียด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจนมีน้ำมันอยู่ล้นตลาด
หลังจากที่ราคาน้ำมันสามารถกลับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดเดือนมีนาคมได้แล้ว น้ำมันดิบก็ไม่เคยวิ่งกลับลงไปต่ำกว่า $30 หรือขึ้นไปไกลเกินกว่า $50 ต่อบาร์เรลได้อีกเลย ราคาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าที่จะส่งมอบในเดือนพฤศจิกายนมีแนวรับต่ำสุดอยู่ที่ $36.58 แล้วมีแนวต้านสูงสุดอยู่ที่ $44.05 และมีค่ากึ่งกลางอยู่ที่ $40.32 ต่อบาร์เรล แต่จากข้อมูลล่าสุดของกองทุนรวม ETF ที่สร้างผลตอบแทนตามราคาน้ำมันดิบ (NYSE:USO) ได้แสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันดิบในตลาด NYMEX มีความผันผวนอยู่ในกรอบราคานี้อย่างมีนัยสำคัญ
เวลาหมีจะลงหมีลงมาด้วยลิฟต์แต่เวลากระทิงจะขึ้นกลับขึ้นด้วยบันได
แม้น้ำมันดิบจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทหนึ่งแต่จากปริมาณการซื้อขายในตลาดและสภาพคล่องก็ได้พิสูจน์มาให้เห็นตลอดว่าสิ่งใดที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันก็จะทำให้สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ต้นทุนการผลิตจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อราคาน้ำมันแพงและในทางตรงกันข้ามก็จะถูกลงเมื่อน้ำมันมีราคาถูก
ในระยะยาว แนวโน้มราคาในตลาดซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าจะเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และมั่นคงไปในทิศทางของขาขึ้นแต่เวลาที่ปรับตัวลงจะร่วงลงอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในวิกฤตการเงินปี 2008

จากกราฟรายเดือนที่ปรากฏอยู่ด้านบนจะเห็นว่ากราฟราคาน้ำมันดิบบนตลาด NYMEX ร่วงลงมาจากจุดสูงสุด $147.27 ในเดือนกรกฎาคมปี 2008 ลงมายังจุดต่ำสุด $32.48 ต่อบาร์เรลในเดือนธันวาคมปี 2008 ขาลงทีเดียว 78% ภายในระยะเวลาห้าเดือน ในขณะที่ขาขึ้นกลับไปยังระดับที่สูงกว่า $100 ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2011 ใช้เวลามากกว่าสองปีในการฟื้นตัว หากจะเปรียบให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือฝั่งหมีเวลาเดินทางเหมือนลงมาด้วยลิฟต์ในขณะที่ฝั่งกระทิ่งเวลาขึ้นกลับทำได้เพียงเดินขึ้นด้วยบันได
อีกหนึ่งตัวอย่างที่สามารถใช้อ้างอิงพฤติกรรมราคาในตลาดน้ำมันดิบได้คือในปีนี้ที่ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าร่วงจากจุดสูงสุดเดือนมกราคม ณ $65.65 ลงมาไปยังจุดติดลบ $40.32 ต่อบาร์เรล เมื่อรวมระยะทางแล้วทั้งสิ้นคิดเป็นการลงมาทั้งหมด $105.97 ต่อบาร์เรล แม้ขาลงครั้งนี้จะมีระยะทางสั้นกว่าของปี 2008 ประมาณ $9.12 แต่เป็นขาลงที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นเพียงสามเดือนซึ่งถือว่าสั้นและเร็วกว่าปี 2008 อย่างมีนัยสำคัญ
ค่าเฉลี่ย $40 ต่อบาร์เรลคือค่ากึ่งกลางที่สุด ณ ปัจจุบัน
สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าบนตลาด NYMEX ที่จะส่งมอบในเดือนพฤศจิกายนเคยลงไปสร้างจุดต่ำสุดเอาไว้ที่ $24.43 เมื่อวันที่ 22 เมษายน แต่หลังจากนั้นราคาน้ำมันดิบก็ค่อยๆ วิ่งกลับขึ้นมาอย่างช้าๆ

จากกราฟรายวันจะเห็นว่าราคาน้ำมันดิบส่งมอบในเดือนพฤศจิกายนใช้เวลาหนึ่งเดือนกว่าจากวันที่ 22 เมษายนถึง 5 มิถุนายนในการปีนกลับขึ้นมายัง $40 ต่อบาร์เรล แม้จะมีความพยายามขึ้นต่อแต่ก็ไปได้ไม่เกินจุดสูงสุดที่ $44.05 ซึ่งสร้างขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคม หลังจากนั้นราคาได้ย่อลงมาสร้างจุดต่ำสุดที่ $36.58 ในวันที่ 8 พฤศจิกายน จากวันนั้นจนถึงปัจจุบันราคาน้ำมันดิบก็วิ่งอยู่ที่ระดับราคาประมาณ $40 และกลายเป็นค่ากึ่งกลางในช่วงสี่เดือนล่าสุด
นโยบายการจัดการพลังงานที่จะมาหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
แน่นอนว่าราคาน้ำมันดิบจะไม่นิ่งอยู่ที่ $40 ต่อบาร์เรลตลอดไป ไม่ว่าจะวิ่งกลับขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดใหม่เหนือ $44.05 หรือลงไปต่ำกว่า $35 ต่อบาร์เรลจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ในช่วงห้าปีล่าสุด สหรัฐฯ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันคนสำคัญของโลกที่สามารถคานอำนาจกับซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้ ชัยชนะของพรรคเดโมแครตของโจ ไบเดนจะทำให้การส่งออกน้ำมันของสหรัฐฯ ลดลงเนื่องจากเขามีนโยบายรักษ์โลก ในขณะที่ทรัมป์ซึ่งอยู่ฝ่ายทุนนิยมเชื่อว่าจะดำเนินการตามนโยบายเดิมเพื่อให้สหรัฐฯ แข็งแกร่งจากการผลิตสินค้าและทรัพยากรทุกอย่างภายในประเทศ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ยังคงกดความต้องการน้ำมันให้ต่ำกว่าปกติคือไวรัสโรคระบาดโควิด-19 อย่างที่เราได้เห็นมาแล้วว่าโควิด-19 ทำให้สายการบินทั่วโลกต้องสูญเสียรายได้และยังมีข่าวปลดพนักงานสายการบินออกมาอยู่เรื่อยๆ ในขณะเดียวกันสถานการณ์ในประเทศทางตะวันออกกลางก็สามารถทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นได้ อย่างเช่นในช่วงต้นปีที่ราคาน้ำมันดิบเคยขึ้นไปยัง $65.65 ได้เพราะการลอบสังหารนายพลคนสำคัญของอิหร่าน
สรุปก็คือผม (ผู้เขียน) มองว่าที่ระดับราคา $40 คือระดับราคาที่กลายเป็นทั้งแนวต้านและแนวรับที่สำคัญของราคาน้ำมันดิบไปจนถึงสิ้นปี 2020 ยิ่งกราฟวิ่งมาดีดกับขึ้นหรือลงกับราคาบริเวณนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสเห็นความผันผวนในตลาดน้ำมันมากขึ้นเท่านั้น
