เงินเอเชียอ่อนค่า ดอลลาร์แข็งค่าหลัง Fed เหยี่ยวจัด ดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าจากข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่ง
นอกจากจะเป็นสกุลเงินที่ใครๆ ก็จับตามองมากที่สุดในโลกแล้วอีกหนึ่งอภิสิทธิ์ที่สกุลเงินสำรองอันดับ 1 ของโลกอย่างดอลลาร์มีคือทุกๆ สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกใบนี้จะต้องสามารถอ้างอิงหรือตีค่าเป็น USD เพื่อความเข้าใจตรงกันของทั้งสองฝ่าย แต่ดอลลาร์ก็เหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ คือมูลค่าของมันไม่ได้ตายตัวและสามารถแปรผันตามปัจจัยแวดล้อมได้ไม่ว่าจะดีหรือไม่
ในขณะที่ดอลลาร์คือราชาของฝั่งสกุลเงิน ทองคำก็คือราชาของฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทแร่โลหะเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักลงทุนจะจับสินทรัพย์ทั้งสองนี้มาเทียบค่ากันแล้วคอยเถึยงว่าใครแข็งแรงกว่าใครอ่อนค่ากว่า ปัจจัยที่ทำให้ทั้งสกุลเงินและทองคำทั้งแข็งค่าและอ่อนค่านั้นมีหลายประการแต่การตัดสินใจของเฟดล่าสุดดูเหมือนว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับทองคำมากกว่า เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่มีทางเลือกเพราะต้องช่วยเศรษฐกิจเอาไว้ การพิมพ์เงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องแม้ยอมแลกกับมูลค่าของสกุลเงินที่อ่อนลงจึงเป็นตัวเลือกที่เฟดจำใจต้องทำ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่นักลงทุนต้องไม่ลืมก็คือว่าทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีการปันผลตอบแทนเหมือนอย่างหุ้นหรือพันธบัตรรัฐบาลฯ ดังนั้นการขึ้นลงของราคาจึงขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในตลาดล้วนๆ ก่อนหน้านี้ดอลลาร์มีความได้เปรียบทองคำในเรื่องนี้เพราะยังมีผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แต่สถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อเฟดตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยลงมาจนเกือบแตะ 0% ทำให้การถือดอลลาร์ไว้ได้ผลตอบแทนที่ต่ำเกินควร เมื่อนำดอลลาร์กับทองคำมาเทียบกันซึ่งตอนนี้ทั้งคู่มีความเสี่ยงพอๆ กันแต่ให้ผลตอบแทนที่ต่างกันคำถามคือ “หันไปถือทองคำไม่ดีกว่าหรือ” ที่สำคัญทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่สามารถสร้างใหม่ได้แถมยังมีสถานะเป็นสินทรัพย์สำรองปลอดภัย ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะมาบอกว่าทองคำจะไม่สามารถขึ้นได้ในช่วงเวลาแบบนี้
หลังจากที่ราคาทองคำขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลเอาไว้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมกราฟก็ปรับตัวลดลงมา 5 วันติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมจนถึงวันที่ 12 สิงหาคมก่อนที่จะเริ่มสงบและเข้าสู่สภาวะปรับฐานมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงระหว่างที่ราคาทองคำร่วงลงมา 10% กราฟได้สร้างรูปแบบธงลู่ขึ้น จากนั้นราคาก็ลงไปทดสอบบริเวณจุดต่ำสุดหรือบริเวณกรอบราคาด้านล่างอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งไม่สามารถปรับตัวลดลงไปต่ำกว่าจุดต่ำสุดนั้นได้ นักลงทุนขาขึ้นเลยมีความมั่นใจจนสามารถดันราคาให้ทะลุเส้นเทรนด์ไลน์ขาลงสีแดงระยะสั้น ส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะกลับตั้งเทรนด์ขาขึ้นอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้นราคาทองคำยังมีแนวรับสนับสนุนอยู่ที่เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน อินดิเคเตอร์อย่าง RSI หรือ Stochastic ต่างก็ทำท่าว่าจะขึ้นเหมือนกันหมดแล้ว เมื่อนำองค์ประกอบเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกันก็ยิ่งไม่มีเหตุผลให้พิจารณาเลยว่าทองคำจะมีเหตุผลอะไรที่จะสามารถลงต่อไปได้อีก แม้ตอนนี้ดูเหมือนว่าราคาจะเจอกับแนวต้านเล็กๆ อยู่บ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักลงทุนที่เชื่ออยู่แล้วว่านี่คือแนวโน้มขาขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ราคาสามารถหลุดแนวต้านที่ $2027 ขึ้นไปได้เมื่อนั้นความสงสัยก็จะไม่มีหลงเหลืออยู่ในตลาด
การลงทุนคือศาสตร์ของการชั่งน้ำหนักความเสี่ยง ถึงปัจจุบันเราไม่อาจมองเห็นอนาคตว่าราคาจะสามารถขึ้นไปถึง $2027 ได้หรือไม่แต่ปัจจัยทุกอย่างล้วนชี้นำไปในแนวโน้มขาขึ้นทั้งสิ้น เมื่อทะลุ $2027 ขึ้นไปได้มีโอกาสสูงที่ราคาจะสามารถขึ้นไปถึง $2089 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลและอาจจะไปได้ไกลกว่านั้น
กลยุทธ์การเทรด
เทรดเดอร์ที่ไม่ชอบความเสี่ยง เพื่อที่จะลดความกังวลทั้งหมดลง นักลงทุนในกลุ่มนี้จะรอให้ราคาทองคำยืนเหนือ $2,030 ให้ได้ก่อนจึงจะตัดสินใจเข้าซื้อ
เทรดเดอร์ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง จะวางคำสั่งซื้อเมื่อราคากลับลงมาทดสอบกรอบขาขึ้นด้านล่างอีกรอบเพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของแนวรับ
เทรดเดอร์ที่รับความเสี่ยงได้สูง จะวางคำสั่งซื้อทันทีที่ต้องการ นักลงทุนกลุ่มนี้รู้จักการวางแผนเพื่อลงทุน พวกเขาย่อมรู้ดีว่ากำลังเล่นกับความเสี่ยงในระดับไหน
ตัวอย่างการเทรด (ขาขึ้น)
- จุดเข้า: $1,975
- Stop-Loss: $1,950
- ความเสี่ยง: $25
- เป้าหมายในการทำกำไร:$2,075
- ผลตอบแทน: $100
- อัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทน: 1:4
