สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดขณะที่ Nvidia ลดกำไรหลังประกาศผลประกอบการ
ทําไมจีนยังโดดเด่นท่ามมกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลกและการแพร่ระบําด COVID-19 ?
1. ถึงแม้ว่าจีนจะยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อ COVID-19รายใหม่อยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมจีนสํามํารถควบคุมกํารแพร่ระบําดของ COVID-19 ได้ดีกว่ําประเทศอื่น ๆ ท าให้ปัจจัย
เสี่ยงในการกลับมาปิดเมืองอีกครั้งมีความเป็นไปได้น้อย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ ยุโรป อินเดีย และบราซิล
2. เศรษฐกิจจีนสามารถฟื้นตัวได้แบบ V-Shaped และ GDP จีนมีโอกาสเติบโตสวนทางกับประเทศอื่น สะท้อนผ่านดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน ก.ค. 63 จากสถาบัน Caixin
อยู่ที่ 52.8 ดีกว่าตลาดคาดที่ 51.1 และงวดก่อนที่ 51.2 (PMI สูงกว่า 50 บ่งชี้ถึงการขยายตัว)เช่นเดียวกับดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ +4.8%YoY ดีกว่าที่ตลาดและงวดก่อนหน้าที่4.7%, 4.4% YoY ตามลำดับ นอกจากนี้ GDP 2Q63ของจีนขยายตัว 3.2% YoY สวนทางกับที่ตลาดคาด +2.2% YoY ทางด้าน IMF คาด GDP จีนปี 2563 จะขยายตัว 1% YoY ขณะที่ GDP ทั่วโลกจะหดตัว 4.9% YoY สหรัฐฯและยุโรป -8.0%, -10.2% YoY ตามลำดับ
3. รัฐบาลและธนาคารกลางจนีมีเครื่องมือส ำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับลดดอกเบี้ย Loan Prime Rate (LPR) และ Medium-Term Lending facility (MLF) การปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของสถาบันการเงิน (RRR)และการอัดฉีดสภาพคล่องระยะสั้นผ่าน reverse repo เป็นต้น อีกทั้ง รัฐบาลจีนยังใช้นโยบายขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศรวมถึงให้ความส าคัญกับการลงทุน Infrastructure ภายในประเทศ
4. Valuation ของ ตลาดหุ้นจีน ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดย Valuation ในแง่ของ Forward P/E ratio ของตลาดหุ้นจีนอยู่ที่ระดับเพียง 14x (ณ วันที่ 31 ก.ค.2563) เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีหุ้นภูมิภาคอื่น คือ MSCI AP ex JP อยู่ที่ระดับ 18x หรือดัชนีตลาดหุ้นโลก MSCI World อยู่ที่ระดับ 22.6x
นอกจากนี้ในระยะยาว จีนยังได้ประโยชน์จาก 1) การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทำให้คนชั้นกลางมีรายได้เพิ่มขึ้น 2) การใช้จ่ายของผู้บริโภคยุคใหม่ 3) การปรับโครงสร้างตลาดทุนให้เป็นสากล โดยได้มีการเปิดรับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นและ 4) ดัชนี MSCI EM ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนA-share ในการคำนวณดัชนี ปัจจุบันมีสัดส่วนที่ 4.7% และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนเป็น 20.3% ซึ่งจะสามารถช่วยให้มี กระแสเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาสู่ตลาดหุ้นจีนมากขึ้น
กองทุนจีนแนะนำ คือ 1) T-ES-CHINA A ของ บลจ.ธนชาต หรือ TMB-ES-CHINA-A ของ บลจ.ทหารไทย ที่ลงทุนในกองทุนหลัก UBS CHINA A Opportunity ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นจีน A Share เป็นหลัก กองทุนเน้นลงทุนในกลุ่มการเงิน, Consumer และ Healthcare กองทุนมีผลการดำเนินงานโดดเด่น 5 ปีย้อนหลัง +13 % ต่อปี (ข้อมูลจาก UBS ณ วันที่ 30 พ.ค. 2563) และ 2)
UCHINA ของ บลจ.ยูโอบีลงทุนในกองทุนหลัก UBS All China Equity เน้นลงทุนทั้งหุ้น A- share และ H-Share รวมถึง ADRs(หุ้นจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในสหรัฐฯ) โดยมีจุดเด่นที่ความยืดหยุ่นในการเลือกลงทุน โดยกองทุนเน้นลงทุนในกลุ่ม Consumer, การเงินและสื่อสาร
ส ำหรับนักลงทุนที่รับควํามเสี่ยงได้จํากัด เราแนะนำให้พักเงินในกองทุนตลาดเงิน เช่น K-CASH ของ บลจ.กสิกรไทย เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ราว 90% และเงินฝากอีก 10%
กองทุนจะลงทุนในตราสารที่มีอายุ ไม่เกิน 397 วัน และบริหารจัดการให้ดูเรชั่นของพอร์ตไม่เกิน 92 วัน กองทุนมีผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ 1.04% (ณ วันที่ 24 ก.ค.2563)
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities
