ราคาทองคำเพิ่มขึ้นขณะที่โลหะมีค่าฟื้นตัวจากการล่มสลายสองวัน
-สัปดาห์ที่ผ่านมา เศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นชี้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Services PMI) ที่ปรับตัวขึ้นชัดเจนในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป
-ติดตามความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และแนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลก
โดยความเสี่ยงปัญหาระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ร้อนแรงขึ้นและแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแย่กว่าคาด จะกดดันให้ตลาดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off)
เรามองว่าการปิดรับความเสี่ยงของตลาดจะหนุนความต้องการถือเงินดอลลาร์อยู่
ส่งผลให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินหลักและค่าเงินเอเชียอย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงก็อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหนุนให้สกุลเงินเอเชีย อย่าง เงินบาท ไม่อ่อนค่าไปมากหากเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าหนัก
กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 31.75-32.25 บาท/ดอลลาร์
มุมมองนโยบายการเงิน
- การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK)
ในวันพฤหัสฯ ตลาดมองว่า BOK จะ“คง”อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (7-Day Repo)ไว้ที่ระดับ 0.75% หลังการระบาดของ COVID-19 มีแนวโน้มที่ดีซึ่งรัฐบาลยังสามารถควบคุมได้ ขณะเดียวกันนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงก็ยังช่วยหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐฯ – ตลาดประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯจะมีทิศทางที่ดีขึ้นโดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence)ในเดือนพฤษภาคมจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 88จุด ขณะเดียวกันยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Initial Jobless Claims) ก็จะปรับตัวลดลงสู่ระดับ 2 ล้านราย อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกก็ยังคงหดตัวไม่น้อยกว่า 4.8% จากไตรมาสก่อนหน้า จากผลกระทบของการระบาด COVID-19
ฝั่งยุโรป –ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจยุโรปอาจส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นต่อเนื่องหลังหลายประเทศวางแผนทยอยผ่อนคลายมาตรการ Lockdown สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเยอรมนี (Ifo Business Climate) ในเดือนพฤษภาคมที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 78.3จุด จากระดับ 74.3จุด ในเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาการนำเสนอแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากฝรั่งเศสและเยอรมนีต่อคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) โดยเฉพาะแนวทางการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจการคลัง
ฝั่งเอเชีย –แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะทยอยผ่อนคลายมาตรการฉุกเฉินเพื่อควบคุมการระบาดแต่ตลาดยังมองว่าผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 จะกดดันให้ทั้งภาคการผลิตและการบริการญี่ปุ่นซบเซาหนัก โดยยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน จะหดตัวราว5.1% จากเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) จะหดตัวถึง11.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาความเสี่ยงการเมืองในฮ่องกง ซึ่งอาจมีผลทำให้ความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นหลังกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาประท้วงการเสนอกฎหมายความมั่นคง (National Security Laws) ที่เข้มงวดขึ้นโดยทางการจีนในสัปดาห์ที่ผ่านมา
