ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ตลาดน้ำมันสัปดาห์นี้ยังเกิดความกังวลจากการตัดสินใจช่วงโค้งสุดท้ายของนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษเกี่ยวกับเรื่อง Brexit ประกอบกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของจีน และกระแสข่าวที่ว่ารัสเซียไม่ผลิตน้ำมันตามโควต้าของโอเปก
ในขณะเดียวกัน ทองคำก็เคลื่อนตัวอยู่ใกล้ๆ กับระดับ $1,500 ซึ่งได้รับแรงหนุนมาจากความพยายามของสหราชอาณาจักรที่จะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปให้ได้ภายในวันที่ 31 ตุลาคม แม้ว่านายจอห์นสันจะขอเลื่อนกำหนดการออกไปอีกสามเดือนหลังจากที่สภาขอเลื่อนการพิจารณาในวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้วก็ตาม
นายจอห์นสันจะพยายามอีกครั้งในสภาวันจันทร์นี้ สิ่งที่เรียกว่า การแยกตัวออกจากอียูโดยไร้ข้อตกลงหรือ Hard Brexit นั้นอาจทำให้เกิดผลกระทบและสร้างความเสี่ยงอย่างรุนแรงให้กับตลาดทั่วโลก รวมทั้งตลาด น้ำมันดิบสหรัฐฯ ซึ่งก็ยังพยายามที่จะดันตัวเองให้พ้นระดับ $55 ต่อบาร์เรล ส่วน น้ำมันดิบเบรนท์ ก็กำลังกระเสือกกระสนไปแตะที่ $60 เช่นกัน
สถานการณ์ Brexit อาจทำให้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงทั้งหมดเริ่มมีช่วงห่างมากขึ้น
ฟิโอนา ซินคอตต้า นักวิเคราะห์จาก forex.com ได้เตือนไว้ในรายงานว่า “สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงทั้งหมดอาจจะเริ่มมีระยะห่างมากขึ้น” ในช่วงที่สถานการณ์ Brexit กำลังเดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย
สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันอีกทางหนึ่งมาจากตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งยังไม่เป็นไปตามที่คาด
มีรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า การเติบโตของจีดีพี ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกอย่างจีนนั้นปรับลดลงไปเป็น 6% ในช่วงไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนกันยายน โดยลดลงจากไตรมาสก่อนหน้านี้ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 6.2% นับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดตั้งแต่จีนเคยรายงานตัวเลขจีดีพีเป็นรายไตรมาสตั้งแต่ปี 1993
ตัวเลขทางเศรษฐกิจของจีนที่ยังย่ำแย่ส่งผลกระทบกับน้ำมันอย่างต่อเนื่อง
นายโดมินิค คิริเชลลา ผู้อำนวยการด้านความเสี่ยงและการซื้อขายจากสถาบันจัดการพลังงานในนิวยอร์คกล่าวว่า
“ในช่วงนี้ตลาดมีความกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจของจีนที่กำลังชะลอตัวลงอย่างมาก เนื่องจากความต้องการน้ำมันจากทั่วโลกก็มีแนวโน้มที่จะลดลงตามไปด้วยเช่นกัน เพราะจีนถือเป็นประเทศที่มีความต้องการใช้น้ำมันเติบโตสูงเป็นอันดับหนึ่งในตลาด”
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดิอาราเบียในวันที่ 14 กันยายนเป็นต้นมา น้ำมันก็เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบราคา $5 มาโดยตลอด
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รัสเซียยังได้ทำให้สถานการณ์น้ำมันที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ต้องเสี่ยงหนักขึ้นไปอีกจากการออกมายยอมรับว่าได้ผลิตน้ำมันในเดือนกันยายนสูงกว่าโควต้าที่โอเปกกำหนดไว้จริง แม้ว่าโอเปกจะเป็นผู้ที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันราคาน้ำมันให้กับรัสเซียมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมาก็ตาม
เกมระหว่างรัสเซียกับกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรย่อมส่งผลกระทบกับตลาดน้ำมัน
รัสเซีย โอเปก และประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นๆ ถือเป็นกลุ่มประเทศพันธมิตรในกลุ่มโอเปก หรือที่เรียกว่า OPEC+ ได้ทำข้อตกลงร่วมกันในเดือนธันวาคมว่าจะลดกำลังการผลิตของ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยมีผลตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา แต่รัสเซียก็ได้ออกมายอมรับเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าในเดือนที่แล้วตนได้ผลิตน้ำมันเกินจำนวนโควต้าที่โอเปกและกลุ่มประเทศพันธมิตรกำหนดไว้ เนื่องจากเกิดการควบแน่นของแก๊สที่เตรียมไว้สำหรับฤดูหนาวที่จะมาถึงมากขึ้น
แม้ว่าจะมีประเทศพันธมิตรของกลุ่มโอเปกหลายรายเคยกล่าวว่ารัสเซียมักเลือกปฏิบัติในการทำตามกฎข้อตกลงของโอเปกในอดีตมาโดยตลอด แต่ซาอุดิอาราเบียซึ่งถือว่าเป็นประเทศสมาชิกหลักในกลุ่มกลับหลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัสเซียในเรื่องนี้อย่างเปิดเผย เนื่องจากบทบาทของรัสเซียในฐานะพันธมิตรที่ไม่ได้เป็นสมาชิกนั้นค่อนข้างมีความอ่อนไหว
นักวิเคราะห์บางรายแย้งว่าสิ่งที่รัสเซียกระทำโดยย่ามใจนี้จะเป็นการบั่นทอนกำลังใจของประเทศสมาชิกอื่นๆ อีก 14 ประเทศ
ความร่วมมือในการผลิตน้ำมันระหว่างซาอุดิอาราเบียกับคูเวตอาจทำให้มีปริมาณน้ำมันล้นตลาด
การที่คูเวตและซาอุดิอาราเบียเตรียมผลิตน้ำมันในบริเวณบ่อน้ำมันที่ลงทุนร่วมกันซึ่งคาดว่าจะผลิตน้ำมันได้ 500,000 บาร์เรลต่อวันก็น่าจะทำให้สถานการณ์ในตลาดย่ำแย่ลงไปอีก
แหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนจากสำนักข่าวในคูเวตรายงานว่า ประเทศสมาชิกโอเปกทั้งสองได้ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อเริ่มการผลิตน้ำมันจากบ่อน้ำมันซึ่งอยู่ในบริเวณเชื่อมต่อของซาอุดิอาราเบียกับคูเวตอีกครั้ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของคูเวตชี้แจงว่าการเจรจาร่วมกันในโครงการนี้มีความ “เป็นไปได้สูงมาก"
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจกับการที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดมากขึ้น
นายสตีเฟน อินส์ นักวิเคราะห์ตลาดจาก AxiTrader ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า
"ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้มากขึ้นนั้นจะเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาที่แทบไม่มีใครต้องการเลย”
ทองคำอาจทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ $1,500
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาทองคำประจำสัปดาห์ถือว่ายังปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่นักลงทุนและผู้ที่ไม่ค่อยชอบความเสี่ยงนั้นกลับถอยออกห่างและปล่อยให้ราคาค่อยๆ ร่วงลง เนื่องจากยังคงรอติดตามฟังผลการโหวตของสภาในประเด็นของ Brexit อยู่
อีกสาเหตุที่ทำให้ราคาทองยังปรับตัวลงก็คือ แนวโน้มที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งนั้นมีน้อยลง
สำหรับสัปดาห์นี้ ทั้ง ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำในสหรัฐฯ และ ราคาทองคำแท่ง ก็ยังปรับตัวขึ้นได้เล็กน้อย แม้ว่าจะยังขึ้นไปได้ไม่ถึงระดับสำคัญที่ $1,500 ก็ตาม
