ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
หลังจากที่เงียบหายไปหลายเดือน ล่าสุดพาลาเดียมก็ได้ปรับตัวขึ้นทำลายสถิติใหม่ได้อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดีของนักลงทุนในช่วงที่ทองคำเริ่มอ่อนแรงลงหลังจากที่ฟื้นตัวขึ้นมาต่อเนื่องยาวนานถึง 5 เดือน
ราคาของพาลาเดียมซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้เพื่อลดกระบวนการเผาไหม้ในเครื่องยนต์เบนซินนั้นได้ไต่ขึ้นมาราว 33% แล้วในปีนี้
หลังจากที่ในเดือนมีนาคมและพฤษภาคม รวมทั้งช่วงหนึ่งของเดือนกรกฎาคม ราคาของพาลาเดียมมีการปรับลดลงไปบ้าง แต่ขณะนี้พาลาเดียมได้กลับมาครองตำแหน่งแร่โลหะอันทรงคุณค่าได้อีกครั้ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พาลาเดียมก็เปรียบเสมือนเป็น “เด็กเก่าในวงการ” ซึ่งขึ้นทำผลงานได้ดีจนทองคำทำได้แค่มอง
ในช่วงการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคา สัญญาซื้อขายพาลาเดียมล่วงหน้า ในตลาด Comex ในนิวยอร์คปรับตัวขึ้นทำลายสถิติสูงสุดได้ที่ระดับ $1,669.40 ก่อนจะปิดตลาดลดลง $5.40 หรือคิดเป็น 0.3% ไปอยู่ที่ $1,647.50 ต่อออนซ์
กราฟราคาสัญญาซื้อขายพาลาเดียมล่วงหน้าราย 300 นาที - สร้างโดย TradingView
เฉพาะในเดือนกันยายน ราคาสัญญาซื้อขายพาลาเดียมล่วงหน้าปรับขึ้นมาแล้วกว่า 9% ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับที่ปรับขึ้นตลอดช่วงไตรมาสที่สามเลยทีเดียว
ราคาซื้อขายพาลาเดียม ซึ่งเป็นราคาซื้อขายแร่พาลาเดียมโดยตรงนั้นก็ไต่ขึ้นทำลายสถิติได้ที่ระดับ $1,702.20 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเช่นกันก่อนที่จะกลับตัวลงไปปิดตลาดในแดนลบ
การปรับตัวขึ้นของราคาพาลาเดียมเกิดจากความกลัวที่จะเกิดการขาดแคลน รวมทั้งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน
นักวิเคราะห์เชื่อว่าการที่พาลาเดียมเริ่มได้รับความนิยมอีกครั้งนั้นเกิดจากความกังวลว่าแร่โลหะชนิดนี้จะเกิดการขาดแคลน และคาดการณ์ว่าสหรัฐฯ น่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับจีนซึ่งเป็นตลาดยานยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกได้ แม้ว่าการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศจะดูเหมือนมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
นายฟิลิป สไตรเบิล นักกลยุทธ์จากบริษัท RJO Futures ในชิคาโกกล่าวว่า
“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าทิศทางของพาลาเดียมนั้นขึ้นอยู่ผลของข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจริงๆ”
“แน่นอนว่าตลาดทราบถึงโอกาสในการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ปัจจัยในเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้พาลาเดียมปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้ ดังนั้นผมจึงเชื่อว่าความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความกลัวที่จะเกิดการขาดแคลนแร่ตัวนี้มากกว่าที่จะสามารถทำให้ราคาขยับขึ้นต่อได้”
นายจอห์นสัน แมทตี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการคัดกรองแร่โลหะคาดเอาไว้ว่าในปี 2019 จะเกิดการขาดแคลนแร่พาลาเดียมจำนวน 127,000 ออนซ์ หลังจากที่ปีที่แล้วนั้นมีปริมาณที่ผลิตได้มากเป็นประวัติการณ์ถึง 375,000 ออนซ์
นายเจฟฟรีย์ คริสเตียน หุ้นส่วนผู้บริหารกลุ่มบริษัท CPM จากนิวยอร์คให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า
“ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตนั้นยังคงมีสูง แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากนักลงทุนที่ต้องการให้ราคาขยับตัวสูงขึ้น นอกจากนั้นก็ยังมีนักลงทุนอีกบางส่วนที่เคยถือทองคำ เงิน และทองคำขาวซึ่งในขณะนี้ราคากำลังลดลงก็หันมาหาพาลาเดียมด้วย”
“มีความกังวลอยู่มากว่าพาลาเดียมจะเกิดการขาดแคลน ประเด็นสำคัญในตอนนี้คือผู้ที่ถืออยู่ก็ไม่อยากจะขายในระดับราคาปัจจุบัน จึงรอดูว่าราคาจะขึ้นต่อไปได้อีกแค่ไหน ก่อนที่จะเริ่มขายทำกำไร”
ราคาทองคำร่วงลงแตะจุดต่ำสุด
การที่ราคาพาลาเดียมขยับตัวสูงขึ้นยังส่งผลให้ทองคำปรับตัวลดลงไปอยู่ที่จุดต่ำสุดในรอบสองเดือนในสัปดาห์นี้ หลังจากที่สามารถยืนอยู่เหนือระดับ $1,500 มาได้ตลอดตั้งแต่เดือนสิงหาคม
ในการซื้อขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ สำหรับการส่งมอบในเดือนธันวาคมปรับตัวลดลง $33.50 หรือคิดเป็น 2.2% ไปอยู่ที่ระดับ $1,472.90 ต่อออนซ์ในตลาด Comex ของนิวยอร์ค โดยมีการซื้อขายต่ำสุดของวันอยู่ที่ระดับ $1,470.65 ซึ่งถือว่าเป็นการทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคมเป็นต้นมา
กราฟราคาทองคำราย 300 นาที - สร้างโดย TradingView
ราคาสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าปรับลดลงราว $100 หรือมากกว่า 6% หลังจากที่เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบหกปีได้ที่ระดับ $1,565 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม
นักวิเคราะห์กล่าวว่าการที่ราคาทองคำทะลุลงมานั้นเกิดจากการที่ราคาลงมาต่ำกว่าราคาต่ำสุดของวันที่ 18 กันยายนที่ระดับ $1,490.70 ซึ่งถือเป็นแนวรับสำคัญนั่นเอง
นายสไตรเบิลจากกลุ่มบริษัท RJO Futures กล่าวว่า
“ขณะนี้ทองคำกำลังทำรูปแบบ head-and-shoulders ขาลงอยู่ และราคาก็น่าจะปรับลงไปได้ถึง $1,450 หากยังคงมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไป”
ทิศทางของทองคำได้รับอิทธิพลมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งวัดเปรียบเทียบจาก 6 สกุลเงิน ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบสี่สัปดาห์ได้ที่ระดับ 99.113 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเนื่องจากดอลลาร์ได้กลายมาเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยในสายตานักลงทุนอีกครั้งเพื่อใช้เป็นหลักประกันในการรับมือกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
นอกจากนี้ ทองคำยังเริ่มมีปัจจัยเสี่ยงทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองที่ลดลง หลังจากที่ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาใหญ่หลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับน้ำมัน เมื่อซาอุดิอาราเบียแจ้งว่าจะสามารถดำเนินการซ่อมแซมโรงกลั่นน้ำมันที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีในวันที่ 14 กันยายนให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นซาอุดิอาราเบียก็ไม่มีทีท่าว่าจะโต้ตอบด้วยการใช้กำลังทางทหารกับอิหร่านซึ่งตนคาดว่าจะอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด ทำให้ทองคำเริ่มไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะหนุนให้ราคาขยับตัวสูงขึ้นต่อได้
...แต่ก็มีผู้ที่เชื่อว่าทองคำจะยังทรงตัวอยู่ได้
กลุ่มบริษัทธนาคารและโบรกเกอร์ TD จากแคนาดายังคงเชื่อว่าทองคำจะสามารถยืนอยู่ที่ระดับ $1,600 ได้ภายในสิ้นปีนี้ โดยกล่าวว่าจากตัวบ่งชี้ทางเทคนิคทั้งหมด 75 รายการ มีจำนวนถึง 43% ที่ชี้ว่าทองคำจะยังมีราคาเพิ่มขึ้นได้
กลุ่ม TD เสริมว่า
“ในความเป็นจริงแล้ว สัญญาณจากกราฟราคาทองคำเป็นกรณีที่น่าสนใจที่สุดในบรรดาหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ได้ทำการวิเคราะห์ เนื่องจากทองคำยังมีเปอร์เซ็นต์ที่จะปรับตัวขึ้นต่อได้สูงที่สุดเมื่อพิจารณาจากเส้น MA แบบ 60 วัน”
“การวิเคราะห์ของเราชี้ว่าการที่ราคาทองคำปรับลดลงน่าจะเกิดจากปัจจัยรองที่เกิดจากเรื่องของความตื่นตระหนกของนักลงทุนในช่วงเวลาหนึ่งมากกว่าที่จะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลกระทบโดยตรง เพราะราคาในระดับปัจจุบันยังคงถือว่าแข็งแกร่งอยู่”
