ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
วิกฤติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปีของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดรายนี้ได้จบสิ้นไปในเวลาเพียง 72 ชั่วโมงแล้วจริงหรือ?
เจ้าชายอับดุลลาซิส บิน ซัลมานแห่งซาอุดิอาราเบียในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานออกมายืนยันว่าความเสียหายในด้านกำลังการผลิตน้ำมันที่เกิดจากการถูกโจมตีนั้น กว่าครึ่งหนึ่งได้รับการซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้เป็นปกติแล้ว นอกจากนั้นภายในเวลาอีกเพียงสองเดือนนับจากนี้ ซาอุดิอาราเบียยังจะสามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้นกว่าช่วงก่อนถูกโจมตีอีกด้วย
ความเงียบสงบหลังเกิดมรสุมไม่ใช่ความสงบที่แท้จริง
ความเงียบสงบที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่มากกว่าที่เราเห็น
ไม่ว่าตลาดจะมีความเข้าใจในเรื่องการจัดการและรับมือเพื่อฟื้นฟูวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจากการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันแห่งสำคัญในเมืองอับกาอิกและคูราอิสของซาอุดิอาราเบียเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมานี้อย่างไร สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ปัญหาของซาอุดิอาราเบียจะยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน
กราฟราคาน้ำมันดิบเบรนท์รายชั่วโมง - สร้างโดย TradingView
ราคาน้ำมันดิบ ที่ดีดตัวขึ้นมาเมื่อวันจันทร์ถึงเกือบ 15% อันเนื่องมาจากความกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันจากซาอุดิอาราเบียนั้นน่าจะสามารถลอยตัวอยู่ต่อไปได้นานเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือนด้วยซ้ำไป แต่ก็กลับร่วงลงเกือบ 7% ภายในวันถัดมาหลังจากที่เจ้าชายอับดุลลาซิสออกมายืนยันข้างต้น แต่ความผันผวนในช่วงอนาคตอันใกล้ต่อจากนี้น่าจะรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่ซาอุดิอาราเบียเตรียมการไม่ตรงกับสิ่งที่พูดเอาไว้
การปกป้องผลประโยชน์ของการเปิด IPO บริษัทอรามโก
ในขณะที่ตลาดและบุคคลที่เกี่ยวข้องในแวดวงอุตสาหกรรมนี้ต่างกำลังสงสัยกันว่าเหตุใดซาอุดิอาราเบียจึงสามารถออกมาประกาศการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีในครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น หลายคนก็เริ่มที่จะเข้าใจถึงเหตุจูงใจที่ซาอุดิอาราเบียต้องทำเช่นนั้นมากขึ้น
จุดมุ่งหมายสำคัญของการดำเนินการดังกล่าวของซาอุดิอาราเบียคือความพยายามในการปกป้องการเปิดจำหน่ายหุ้น IPO ของบริษัทอรามโกที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ไว้อย่างสุดความสามารถ ซึ่งแม้จะอ้างว่าเป็นแผนการจำหน่ายหุ้นที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกถึง 2 ล้านล้านเหรียญ แต่ก็ประสบปัญหาเรื่อยมาตั้งแต่มีการเปรยไว้ตั้งแต่ปี 2016
ปัญหาในเรื่อง “ชื่อเสียง”
แน่นอนว่าซาอุดิอาราเบียจะต้องพยายามรักษาชื่อเสียงและหน้าตาของตนเองต่อหน้าศัตรูหลักอย่างอิหร่านหรือกลุ่มกบฎเยเมนไว้ให้ได้ แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่ทราบว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นใคร แต่ซาอุดิอาราเบียก็จะต้องทำทีว่าไม่สะทกสะท้านเอาไว้ก่อน
นายจอห์น คิลดัฟฟ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน Again Capital จากนิวยอร์คกล่าวว่า
“เรื่องสำคัญที่สุดของซาอุดิอาราเบียในขณะนี้คือการเปิด IPO ดังนั้นซาอุดิอาราเบียจะยอมให้สถานการณ์ดูย่ำแย่ในตอนนี้ไม่ได้”
“นอกจากนี้แล้ว การโจมตีในครั้งนี้ก็สร้างความอับอายให้กับซาอุดิอาราเบียเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงต้องทำเป็นสู้ให้กลุ่มฮูตีและอิหร่านเห็น”
ความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงเหตุสุดวิสัย
ท้ายที่สุดแล้ว ยังมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่อาจมีความสำคัญมากเช่นกัน แต่ซาอุดิอาราเบียเลือกที่จะไม่กล่าวถึง นั่นก็คือการพยายามหลีกเลี่ยงเหตุสุดวิสัยซึ่งก็อาจหมายถึงการที่ซาอุดิอาราเบียจะไม่สามารถส่งมอบน้ำมันได้ตามสัญญานั่นเอง
ซาอุดิอาราเบียเป็นประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ส่งออกน้ำมันตัวยงมานานกว่าสี่ทศวรรษแล้ว ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์เลวร้าย ราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรือสงครามใดๆ ก็ตาม ซาอุดิอาราเบียยังเป็นผู้ที่สามารถนำส่งน้ำมันได้เสมอ ซาอุดิอาราเบียจึงไม่นสามารถที่จะยอมให้ตนเองเสียชื่อเสียงที่เคยทำมาได้ รวมทั้งยังต้องปกป้องผลประโยชน์ในการเปิดจำหน่ายหุ้น IPO ของบริษัทอรามโกอีกทางหนึ่งด้วย
อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าชายอับดุลลาซิสนั้นออกมากู้สถานการณ์หลังเกิดวิกฤติในครั้งนี้นั้นไม่ได้ช่วยให้ดูมีความน่าเชื่อถือแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม ซาอุดิอาราเบียอาจจะต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งใหม่จากวิธีการที่ใช้ตอบโต้การโจมตีในครั้งนี้ด้วยซ้ำ
การตอบโต้ดังกล่าวมีอะไรบ้าง?
ปัญหาปริมาณการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
เริ่มจากประเด็นในเรื่องปริมาณการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นกันก่อน
หากว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นที่โรงกลั่นน้ำมันในเมืองอับกาอิกและเมืองคูราอิสสามารถซ่อมแซมแก้ไขให้เสร็จได้ง่ายๆ ตามที่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุดิอาราเบียพูดจริง ดังนั้นการผลิตให้ได้ตามเป้าหรือเกินกว่าเป้าก็จะไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด แต่หากทำไม่ได้ตามที่พูดจะเกิดอะไรขึ้น
เจ้าชายอับดุลลาซิสกล่าวว่าซาอุดิอาราเบียจะมีกำลังการผลิตน้ำมัน 11 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในเดือนกันยายน และจะเพิ่มเป็น 12 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน
ซาอุดิอาราเบียสามารถผลิตน้ำมันได้ 9.85 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม โดยครั้งสุดท้ายที่สามารถผลิตน้ำมันได้มากถึง 11 ล้านบาร์เรลนั้นเกิดขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งปีที่แล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2018
ตั้งแต่เริ่มปี 2019 เป็นต้นมา ซาอุดิอาราเบียก็ปรับลดกำลังการผลิตลงตามข้อตกลงของกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรเพื่อรักษาสมดุลตลาดโลกจากปริมาณการผลิตที่มากเกินไป
แต่ซาอุดิอาราเบียก็สามารถปรับเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน อย่างในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาซาอุดิอาราเบียก็ได้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวันซึ่งก็ดูน่าแปลกใจ โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่มีการขาดแคลนน้ำมันเกิดขึ้นในเมืองอับอาอิกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
นายนาเซอร์ อามีน ประธานกรรมการบริหารบริษัทอรามโกให้ข้อมูลว่า มีการเก็บน้ำมันไว้ที่โรงกลั่นในเมืองอับกาอิกราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงสามารถผลิตได้รวม 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงก่อนถูกโจมตี เขายังกล่าวด้วยว่าการผลิตจะกลับมาเดินหน้าเต็มกำลังได้อีกครั้งภายในสิ้นเดือนกันยายน
ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์เช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโอกาสที่จะสามารถทำได้จริงตามที่บอกจะเป็นไปได้มากเพียงใด
หนึ่งในข้อสงสัยดังกล่าวก็คือการซ่อมแซมและอุดรอยรั่วของท่อส่งน้ำมันที่ถูกไฟไหม้ รวมทั้งการทดสอบถังเก็บน้ำมันอีกกว่า 12 ถังนั้นจำเป็นต้องใช้เวลามากเพียงใด หากซาอุดิอาราเบียไม่สามารถส่งมอบน้ำมันได้ตามสัญญา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซาอุดิอาราเบียก็น่าจะขอเจรจาเป็นการส่วนตัวกับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเพื่อขอต่อรองและขยายเวลาการส่งมอบออกไปมากกว่าที่จะออกมาประกาศเหตุสุดวิสัย
ความกังวลของนักลงทุน
หากนักลงทุนที่กำลังสนใจจะเข้าซื้อหุ้นของอรามโกได้ยินปัญหาทั้งหมดในช่วงนี้ก็คงจะเริ่มเกิดความลังเลขึ้นได้อย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าซาอุดิอาราเบียอาจจะเลือกเปิดจำหน่ายหุ้นในตลาดภายในประเทศ แทนที่จะเป็นตลาดนิวยอร์คหรือลอนดอนตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในประเทศ โดยไม่สนใจปัญหาที่จะเกิดกับบริษัทอรามโก
การตอบโต้อิหร่าน?
เมื่อกลับมาพิจารณาเรื่องการ “เสียหน้า” ซาอุดิอาราเบียวางแผนจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ต่อไป สิ่งนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบอกว่าซาอุดิอาราเบียมีแนวโน้มที่จะตอบโต้อิหร่านหรือไม่ และอย่างไร
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าซาอุดิอาราเบียจะเปิดแถลงข่าวในช่วงเย็นวันพุธเกี่ยวกับเรื่องของอิหร่าน รวมทั้งจะชี้แจงเกี่ยวกับอาวุธที่ใช้ในการโจมตีในครั้งนี้ด้วย การแถลงข่าวในครั้งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่จะอธิบายได้ว่าซาอุดิอาราเบียมีแผนการที่จะตอบโต้การกระทำดังกล่าวกับอิหร่านอย่างไร ในขณะที่ทางการของอิหร่านยังคงปฏิเสธความรับผิดชอบในเรื่องนี้ แต่ซาอุดิอาราเบียและสหรัฐฯ กลับไม่เชื่อเช่นนั้น
หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่าซาอุดิอาราเบียอาจเข้าโจมตีอิหร่านภายใต้การสนับสนุนทางด้านหน่วยข่าวกรอง ข้อมูลการโจมตีเป้าหมาย และข้อมูลการลาดตระเวนจากสหรัฐฯ แต่สหรัฐฯ เองจะไม่โจมตีอิหร่านโดยตรงตามท่าทีของทรัมป์ที่เคยทวีตไว้ว่าจะ “เตรียมกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อม” แต่ “ยังไม่พร้อมรบ” นั่นเอง
เป้าหมายในการโจมตีที่น่าจะเป็นไปได้สูงคือโรงกลั่นน้ำมันที่เมืองอะบาดาน ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง หรืออาจเป็นเกาะคาร์กซึ่งมีสถานีส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่านตั้งอยู่ก็ได้ ไม่ว่าจะเลือกโจมตีจุดใดก็ย่อมสร้างผลกระทบให้กับการผลิตและจำหน่ายน้ำมันของอิหร่านได้อย่างมากเช่นเดียวกัน
จุดสำหรับการโจมตีอื่นๆ ที่อาจเป็นไปได้คือฐานยิงขีปนาวุธหรือสถานที่สำคัญของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม ซึ่งเป็นกองกำลังทหารชั้นสูงของอิหร่านที่คาดว่าอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านที่มีต่อฝ่ายตรงข้ามภายนอกประเทศ
