ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
สินค้าโภคภัณฑ์สัปดาห์หน้า: ความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่จะกระทบกับราคาน้ำมัน ในขณะที่ทองเริ่มมีแรงหนุน
หากคุณกำลังต้องการเร่งเข้าฉวยโอกาสในช่วงที่มีการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสำคัญในซาอุดิอาราเบียที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาโดยหวังว่าจะมีผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้น ขอให้พิจารณาปัจจัยสามข้อต่อไปนี้ก่อน นั่นก็คือ ความคืบหน้าในการซ่อมแซมและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัทอรามโกของซาอุดิอาราเบีย การตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นกับอิหร่าน และทวีตของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับเรื่องนี้
กราฟราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสราย 15 นาที - สร้างโดย TradingView
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมากกว่า $8 หรือคิดเป็น 15% ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกของการเปิดซื้อขายในตลาดเอเชียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่กลุ่มกบฎฮูติผู้สนับสนุนอิหร่านถูกกล่าวโทษว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดจากโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันต่อวันที่ซาอุดิอาราเบียผลิตได้ถึงครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็น 5% ของปริมาณที่ส่งให้กับทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุดกว่า $11 หรือคิดเป็น 19% ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น $10 ต่อบาร์เรล
มีเพียงการประกาศคำสั่งจากทรัมป์ว่าจะปล่อยให้มีการใช้น้ำมันดิบฉุกเฉินจากคลังน้ำมันปิโตรเลียมสำรองเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐฯ (SPR) ที่ช่วยทำให้การฟื้นตัวของราคาน้ำมันชะลอตัวลงได้บ้าง แต่ก็ไม่มีใครทราบได้ว่าจะต้องใช้ SPR อีกมากเพียงใดจึงจะสามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ได้
โรงกลั่นน้ำมันของบริษัทอรามโกในเมืองอับไคก์และที่บ่อขุดเจาะน้ำมันคูไรส์สามารถผลิตน้ำมันได้รวมกันวันละเกือบ 6 ล้านบาร์เรล หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ซาอุดิอาราเบียที่ไม่เปิดเผยชื่อออกมากล่าวว่าคาดว่าจะมีกำลังการผลิตกลับคืนมาจากแหล่งที่สามเพิ่มมาอีกวันละ 2 ล้านบาร์เรลภายในวันจันทร์และน่าจะทำให้ปริมาณการผลิตกลับคืนสู่สมดุลได้ภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ แต่ข้อมูลจากแหล่งข่าววงในที่สำนักข่าวรอยเตอร์ก็ได้รับกล่าวว่าการที่ปริมาณการผลิตน้ำมันจะกลับคืนสู่สภาวะปกติได้นั้นต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ไม่ใช่แค่เพียงไม่กี่วัน
การให้ข่าวเกินจริงเพื่อควบคุมราคาน้ำมันในระยะสั้น
หากพูดง่ายๆ ในเชิงของตลาดก็คือแนวต้านของราคาน้ำมันกำลังปรับตัวสูงขึ้น ในความเป็นจริงคือการให้ข่าวที่เกินจริงจะเป็นการควบคุมราคาในตลาดระยะสั้นได้ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มที่จะมีความเชื่อว่าราคาจะเพิ่มสูงขึ้นต่อไปได้อีก
แต่ยังมีความสงสัยตามมาว่าหากมีการตัดสินใจบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันข้างหน้านี้ สิ่งนั้นจะกลายมาเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะมีผลกับราคาน้ำมันหรือไม่
เมื่อพิจารณาถึงประเด็นการก่อการร้าย เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เทียบได้กับเหตุการณ์ 9/11 ของสหรัฐฯ แต่เกิดขึ้นกับน้ำมันของซาอุดิอาราเบีย แม้ว่าจะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในครั้งนี้เลยก็ตาม การโจมตีในครั้งนี้เพียงครั้งเดียว กลุ่มฮูตีไม่เพียงแต่ทำให้ซาอุดิอาราเบียต้องอับอายเนื่องจากการก่อการร้ายในครั้งนี้ถือเป็นการเอาคืนสำหรับสิ่งที่ซาอุดิอาราเบียได้ทำไว้ในสงครามเยเมนเท่านั้น แต่ยังทำให้ซาอุดิอาราเบียต้องผวาและกังวลกับความปลอดภัยของโรงกลั่นน้ำมันและบ่อขุดเจาะต่างๆ ไปอีกนาน
ยังคงเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าซาอุดิอาราเบียจะมีแผนป้องกันการก่อการร้ายในลักษณะเดียวกันนี้ต่อไปในอนาคตอย่างไร แต่คาดว่าการตอบโต้ไปยังกลุ่มฮูตีหรือกลุ่มผู้สนับสนุนอิหร่านกลุ่มอื่นๆ ก็ดูเหมือนว่าจะเพียงพอแล้วในมุมมองของมกุฏราชกุมารแห่งซาอุดิอาราเบียอย่างเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หรือมักจะได้รับการขนานพระนามเป็นชื่อย่อว่า MbS นั่นเอง
ความเสี่ยงในเรื่องปริมาณน้ำมันเริ่มเบาบางลงจากการตอบโต้จากซาอุดิอาราเบียที่น่าจะได้ผล
นายนิค บัตเลอร์ ประธานสถาบันด้านนโยบายแห่งมหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ กรุงลอนดอนได้เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ว่าปริมาณน้ำมันสำรองของโอเปกและทั่วโลกยังคงมีอยู่มากพอที่จะใช้เพื่อชดเชยในช่วงเวลาที่ต้องมีการปิดซ่อมแซมโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดิอาราเบียได้
แต่นายบัตเลอร์เสริมเกี่ยวกับสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าเรื่องดังกล่าวว่า
“สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือการตอบโต้ของซาอุดิอาราเบียที่จะเกิดขึ้นกับอิหร่าน หากได้รับแรงหนุนจากราชกุมารของซาอุดิอาราเบียผู้ซึ่งมีธรรมชาติเป็นบุคคลที่อารมณ์ค่อนข้างแปรปรวนไปด้วยแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง ราคาน้ำมันก็อาจจะลอยค้างอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน และอาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้มากขึ้นอีก”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยของทั่วโลกหรือเพียงแค่ความกังวลในเรื่องดังกล่าวก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อปริมาณความต้องการน้ำมันและการฟื้นตัวของราคาน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซาอุดิอาราเบียไม่ได้คิดว่าการโจมตีในครั้งนี้เป็นการหยามเกียรติตนเอง แต่ยินดีที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเพื่อเป็นการต้อนรับการเปิดขาย IPO ของบริษัทอรามโก ซึ่งคาดว่าจะเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุด บริษัทอรามโกวางแผนไว้ว่าจะเปิดจำหน่ายหุ้นจำนวน 5% และมีมูลค่าธุรกิจพลังงานของตนในตลาดสูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเคยตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ไว้เหมือนกันเนื่องจากบริษัทไม่มีข้อมูลที่มีความโปร่งใสเพื่อแสดงต่อนักลงทุนได้มากเท่าที่ควร ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์การเมืองในครั้งนี้จึงอาจจะทำให้มูลค่าตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปได้
ดังนั้นหากการโจมตีในครั้งนี้เป็นการสร้างความเสียหายให้กับตนเองโดยมุ่งหวังให้เกิดผลทางการเมืองของซาอุดิอาราเบียเองก็อาจส่งผลด้านบวกอย่างแปลกๆ ให้กับซาอุดิอาราเบียในด้านอื่นๆ ได้เช่นกัน
ความขัดแย้งทางด้านนโยบายสำคัญอื่นๆ ในทำเนียบขาวที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
ในมุมหนึ่ง รัฐบาลของทรัมป์กำลังต้องการที่จะเอาคืนกับอิหร่าน “อย่างสาสม” เพื่อยับยั้งอิหร่านจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และอีกมุมหนึ่งคือประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังซุ่มพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันกับอิหร่านอยู่ การที่ทรัมป์ปลดนายจอห์น โบลตัน ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเชื่อว่าเป็นขั้นตอนแรกของการทำข้อตกลงในการยินยอมให้อิหร่านส่งน้ำมันเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาร์เรลนั่นเอง
ชัยชนะของความพยายามที่จะทำให้อิหร่านเป็นประเทศ “ปลอดนิวเคลียร์” เป็นมรดกที่ทรัมป์ได้รับสืบทอดมาจากรัฐบาลของโอบามา แต่ในขณะนี้ทรัมป์กำลังจะเขียนข้อตกลงใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดผลดีต่อตัวของเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2020
ซาอุดิอาราเบียเองนั้นก็เจ็บปวดแต่ก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดิอาราเบียกับทำเนียบขาวนั้นจะถูกเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดในรอบหลายปีก็ตาม อาจเป็นเพราะเจ้าชาย MbS พูดคุยทางโทรศัพท์กับทรัมป์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าซาอุดิอาราเบีย “พร้อมและสามารถ” ที่จะต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของตนเอง ซึ่งอาจมีความหมายว่า หากคุณไม่จัดการกับอิหร่าน เราก็จะจัดการเอง
นักวิเคราะห์จากสื่อหลายกระแสเชื่อว่าการโจมตีซาอุดิอาราเบียในครั้งนี้จะเป็นการปิดโอกาสที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะเปิดโต๊ะเจรจาหรือรอมชอมกันในเรื่องมาตรการคว่ำบาตรได้อีกต่อไป เนื่องจากนายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เองก็ได้ออกมาประณามและกล่าวโทษอิหร่านสำหรับเหตุการณ์การโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาด้วยตัวเองอีกด้วย ด้านเจ้าหน้าที่ของอิหร่านเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาของนายปอมเปโอแต่อย่างใดโดยกล่าวในทวีตข้อความว่าเป็นเรื่อง “ไร้สาระ” และยังบอกเป็นนัยด้วยว่ามีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับสงคราม “เต็มรูปแบบ” กับสหรัฐฯ
อย่าลืมว่าผู้ที่จะทำการตัดสินใจนั้นไม่ใช่นายปอมเปโอ แต่คือทรัมป์ ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการคว่ำบาตรกับอิหร่าน แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ข้อความแรกที่ประธานาธิบดีทวีตออกมานั้นเกิดขึ้นหลังจากการโจมตีดังกล่าวมากกว่า 24 ชั่วโมง และเป็นเพียงแค่การแจ้งข่าวในเรื่องการประกาศให้ใช้น้ำมันสำรองฉุกเฉินเท่านั้น แต่ในทวีตถัดมาทรัมป์กล่าวว่า “เรามีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายเป็นใคร” และได้ออกมาเตือนว่าสหรัฐฯ “เตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไว้พร้อมแล้ว” แต่ก็ไม่ได้มีการระบุชื่ออิหร่านแต่อย่างใด
นอกเหนือจากน้ำมันแล้ว ทองคำก็ยังปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันได้มากกว่า 1% ในการซื้อขายในตลาดเอเชีย ปัจจัยหลักของราคาทองคำยังคงเป็นเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณที่ธนาคารกลางยุโรปประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาซึ่งก็น่าจะส่งผลกระทบกับนโยบายทางการเงินของเฟดที่จะจัดขึ้นในช่วงวันที่ 17-18 กันยายนนี้เช่นกัน
