ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ในที่สุดธนาคารกลางยุโรปก็ได้ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ลงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ -0.5% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมทั้งธนาคารกลางแห่งอื่นอย่างเช่นธนาคารกลางญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยลงตามไปด้วย จึงทำให้เกิดความสงสัยตามมาว่า ทองคำจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป
หากเทียบกับการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนสิงหาคมแล้ว ราคาทองคำในช่วงนี้แทบไม่มีการขยับเขยื้อนเลย
แม้ว่าธนาคารกลางยุโรปจะกลับมาใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่ราคาทองคำก็แทบจะไม่ขยับขึ้นได้เลย ดีที่สุดก็เพียงแค่มีการเข้าซื้อขายมากขึ้นในช่วงแรกของวัน แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการขายทำกำไรออกไปก่อนที่ตลาดจะปิด
ทองคำจะปรับตัวขึ้นไปได้อีกแค่ไหนและจะยืนอยู่ในจุดสูงสุดนั้นต่อไปได้นานเพียงใด?
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้คาดเดาแทบไม่ได้เลยว่าทองคำจะปรับตัวขึ้นทำลายสถิติได้อีกครั้งเมื่อใด ขึ้นสูงแค่ไหน หรือยืนหยัดต่อไปได้อีกนานเพียงใด
ดังนั้น หากเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า นักลงทุนทองคำที่คาดหวังว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นควรตัดสินใจอย่างไรหากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในวันที่ 18 กันยายนนี้อีกครั้งตามที่มีการคาดการณ์ แม้จะลดลงเพียง 25 จุดเบสิส
และหากหลังจากนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่น ไต้หวัน และ อินโดนีเซีย ต่างก็ปรับอัตราดอกเบี้ยของตนตามมาติดๆ ในวันที่ 19 กันยายน
นักลงทุนทองคำควรจะรอให้ราคาทองคำพุ่งต่อไปให้ถึงดวงดาวหรือควรจะพอใจที่ระดับปลายยอดไม้?
2 แนวคิดที่แตกต่างกัน
เราสามารถแบ่งแนวคิดเกี่ยวกับทิศทางของราคาทองคำในปัจจุบันออกได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้
กลุ่มแรกเชื่อว่าการฟื้นตัวของทองคำนั้นได้เดินมาถึงจุดที่อ่อนแรงลงเต็มทีแล้ว หมายความว่าจะมีการปรับขึ้นของราคาน้อยลงกว่าในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา และถึงจะมีการปรับขึ้นได้ก็น่าจะหดตัวกลับลงไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าราคาทองคำจะพุ่งขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ จนอาจขึ้นไปทำลายสถิติสูงสุดของปี 2011 ได้เหนือระดับ $1,900 ต่อออนซ์เลยทีเดียว
กราฟราคาทองคำรายสัปดาห์ - สร้างโดย TradingView
ธนาคาร RBC คาดว่าทองคำจะอยู่ในระดับ $1,500
ธนาคาร RBC ของแคนาดาเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเชื่อในกลุ่มแรกคาดการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่าทองคำน่าจะอยู่ที่ระดับ $1,500 ในช่วงที่เหลือของปี 2019 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2020 โดยก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ระดับราคาทองคำเอาไว้ที่ $1,350
โดยมีปัจจัยหนุนที่จะทำให้ราคาทองคำไปอยู่ที่ระดับ $1,500 คือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด RBC กล่าวว่า
“ราคาทองคำในขณะนี้ไปจนถึงช่วงปลายปีน่าจะถูกกำหนดโดยสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงกันมากกว่า”
ธนาคาร RBC ยังเสริมด้วยว่า
“เรายังคาดว่าราคาน่าจะมีการฟื้นตัวขึ้นได้อีกครั้งในช่วงเทศกาลในเดือนธันวาคมจนถึงมกราคมอีกครั้ง”
แม้กระนั้น ธนาคาร RBC ยังได้คาดการณ์ระดับราคาทองคำในปี 2021 และปีต่อๆ ไปไว้ที่ระดับเฉลี่ย $1,450 เทียบกับที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ $1,300 ส่วนในระยะยาวคาดว่าราคาจะอยู่ที่ $1,400
ธนาคาร RBC ไม่ได้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงคาดการณ์ไว้เช่นนั้น
หลังจากที่ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 6 ปีได้ที่ระดับ $1,565 เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ปัจจุบันสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ในตลาด Comex ยังทรงตัวที่ระดับเหนือกว่า $1,500 อยู่เล็กน้อย ถือว่าปรับตัวขึ้นมาในปีนี้แล้ว 17% เมื่อเทียบกับราคาสูงสุดครั้งก่อนที่ 20% ราคาซื้อขายทองคำ ซึ่งอ้างอิงจากราคาซื้อขายทองคำแท่งก็ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ $1,500 เล็กน้อย ซึ่งก็ถือว่าปรับเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ได้ 15%
กลุ่มบริษัท TD เผยหากเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามคาดอาจส่งผลกับราคาทองคำได้
บริษัทหลักทรัพย์ TD ซึ่งเป็นสถาบันการเงินจากแคนาดาอีกรายหนึ่งคาดการณ์ไว้ว่าราคาทองคำน่าจะยังปรับตัวขึ้นต่อไปได้ แต่หากเฟดไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตามที่มีการคาดหมายกันไว้ ทองคำก็อาจจะปรับขึ้นได้ไม่สูงเท่าที่ควร
บริษัท TD กล่าวไว้ในรายงานว่า
“แนวคิดของธนาคารกลางยุโรปในการที่จะนำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณมาใช้ไปเรื่อยๆ จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะเข้าสู่ระดับ 2% นั้นจะทำให้ราคาทองคำปรับลดลงได้ และอัตราดอกเบี้ยก็มีแนวโน้มว่าจะลดลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับดอกเบี้ยพันธบัตรซึ่งเป็นแรงหนุนสำหรับทองคำอย่างหนึ่ง”
นอกจากนั้นยังกล่าวด้วยว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พยายามกดดันให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้มากกว่าธนาคารกลางแห่งอื่นๆ นั้นไม่น่าจะทำให้เกิดผลตามมามากนัก เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์เรียกคณะกรรมการจากธนาคารกลางว่า “พวกบื้อ” ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยน้อยเกินไป รวมทั้งยังยกย่องธนาคารกลางยุโรปว่า “ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว” ในขณะที่เฟดนั้นเอาแต่ “นั่งเฉยไปวันๆ”
ในภาพรวมแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ TD สรุปว่าเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ประกอบกับท่าทีผ่อนปรนเชิงนโยบายของเฟดและการขาดแคลนสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในขณะที่หนี้สินที่เกิดจากผลตอบแทนติดลบยังคงเพิ่มขึ้น “เป็นตัวบ่งชี้ว่าทองคำรวมทั้งสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีความปลอดภัยจะปรับตัวสูงขึ้น”
ธนาคาร Citigroup คาดว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าทองคำจะไปอยู่ที่ระดับ $2,000
บริษัทด้านการลงทุนของวอลล์สตรีทอย่างธนาคาร Citigroup ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่เชื่อว่าราคาทองคำจะไปจนถึงดวงดาวได้
นักวิเคราะห์จากธนาคาร Citi กล่าวไว้ในรายงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ว่า หากสภาพเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มที่จะเกิดการถดถอยและยังจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกต่อไป ราคาทองคำอาจไต่ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่และอาจทะลุระดับ $2,000 ต่อออนซ์ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ธนาคารยังได้ปรับตัวเลขเป้าหมายราคาทองคำที่คาดการณ์เป็น $1,575 และยังปรับตัวเลขราคาเป้าหมายสำหรับปี 2020 ไว้ที่ $1,675 อีกด้วย
นอกจากธนาคาร Citi นี้ยังเสริมด้วยว่า
"เราเชื่อว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าโอกาสที่ตลาดทองคำแท่งจะปรับตัวขึ้นไปทดสอบที่ระดับราคาสูงสุดในช่วงปี 2011 ถึง 2013 ได้อีกครั้งจะมีสูงขึ้นจนอาจทำให้มีการซื้อขายกันในระดับ $1,800-2,000 ต่อออนซ์ได้ภายในปี 2021 ถึง 2022 หลังจากที่วงจรธุรกิจของสหรัฐฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว ประกอบกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น"
