บิทคอยน์แตะ $95k หลังจาก Strategy ซื้อ และ CPI คงที่
Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินคริปโตที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดของโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยในเวลา 5:00 EDT วันนี้มีการปรับตัวลดลงไปแล้วทั้งสิ้นราว -20% หลังจากที่มีการปรับเพิ่มขึ้นมาตลอดในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา จนบางคนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าฟองสบู่แตก แต่อย่างไรก็ตาม สกุลเงินดิจิทัลนี้ก็ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาในปีนี้ถึง 163%
ราคา Bitcoin ยังดีดตัวกลับขึ้นมาได้เล็กน้อยตั้งแต่ BTC/USD ปรับลดลงไป 16.6% ภายในเวลา 4 วัน และมีราคาปัจจุบันในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ที่ $10,126 เห็นได้ชัดว่าราคาในขณะนี้ยังคงจ่อเตรียมที่จะเป็นตลาดขาลง กราฟเชิงเทคนิคจะแสดงให้เห็นข้อมูลเชิงลึกได้ว่าราคาน่าจะตกลงไปได้อีกเพียงใด

นักลงทุนบางคนอาจคิดว่าการปรับลดลงในวันนี้จะทำให้เกิดรูปสามเหลี่ยมขาลงได้ สมบูรณ์ โดยหากใช้กราฟที่พิจารณาระยะเวลาและระยะของราคาแบบสั้นๆ ราย 4 ชั่วโมงจะเห็นการทำรูปแบบสามเหลี่ยมขาลงได้จริง แต่การพิจารณากราฟรายวันเพื่อให้เห็นรูปสามเหลี่ยมที่เที่ยงตรงได้นั้นควรจะต้องใช้ระยะเวลานานเป็นเดือนๆ
แต่อย่างไรก็ตาม เราเห็นด้วยว่าสกุลเงินดิจิทัลนี้จะต้องมีการปรับมูลค่าอีกครั้งเพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน เส้น MACD และ RSI ต่างก็ให้สัญญาณขายออกมา โดยจะเห็นว่าเส้น MA ระยะสั้นได้ตัดผ่านเส้น MA ระยะยาวลงมาแล้ว รวมทั้งเส้น RSI ก็ทำรูปแบบ H&S top เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
เราหวังว่าน่าจะมีการ ปรับตัวลงมา อยู่ในระดับทางจิตวิทยาที่อย่างน้อย $10,000 หากไม่ลงไปแตะเส้นแนวโน้มขาขึ้นที่ระดับ $8,500 เสียก่อนเมื่ออ้างอิงจากมุมของเส้นแนวโน้มในปัจจุบัน แต่แน่นอนว่าราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคาต่ำสุดของวันนี้ที่ $9,783.5 แล้วโดยกลับไปยืนเหนือระดับสำคัญที่ $10,000 โดยมีการขยับตัวขึ้นลงอยู่เหนือระดับ $10,250
การย่อตัวลงครั้งนี้ทำให้ราคา Bitcoin ลงลงประมาณ $4,000 ซึ่งนับเป็นสัดส่วน 2 ใน 3 ของการฟื้นตัวขึ้นราว $6,000 ในช่วงเดือนมิถุนายน การย่อตัวดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการปรับมูลค่าสูงสุดที่ควรจะเกิดขึ้นได้ในช่วงแนวโน้มเช่นนี้ แต่หากปรับลงไปมากเกินกว่านี้ก็น่าจะมีโอกาสที่จะเกิดการกลับตัวได้ อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินประเภทนี้อาจไม่สามารถใช้หลักการวิเคราะห์แบบเดียวกันกับที่ใช้วิเคราะห์ทรัพย์สินประเภทอื่นก็เป็นได้
ดังนั้นเราจึงค่อนข้างเชื่อมั่นว่าน่าจะมีการปรับมูลค่าลงไปอีก โดยอาจจะลงไปสู่ระดับ $9,000 ซึ่งเป็นระดับที่เส้นแนวโน้มขาขึ้น เส้น 50 DMA และราคาสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคมมาบรรจบกันพอดี
แต่หากว่าราคาเกิดการทะลุระดับ $9,000 ลงไปอีก ก็น่าจะทำให้ราคาดิ่งต่อไปอีก ซึ่งเป็นการยืนยันปรากฏการณ์โดมิโนเช่นเดียวกับการทำรูปสามเหลี่ยมขาลงได้สมบูรณ์นั่นเอง โดยอาจลดต่ำลงไปได้ถึงระดับ $7,500 เมื่อใช้ความสูงของรูปสามเหลี่ยมเป็นเกณฑ์ซึ่งก็จะไปอยู่ในตำแหน่งราคาต่ำสุดของเดือนมิถุนายนพอดี หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริงก็หมายถึงว่าราคาจะทะลุเส้นแนวโน้มขาขึ้น สิ่งที่ควรทำในขั้นตอนถัดไปก็คือการวิเคราะห์ peak และ trough ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั่นเอง โดยหากราคาทะลุระดับ $7,500 ลงไปอีกแสดงว่าเราก็น่าที่จะกำลังเข้าสู่แนวโน้มขาลงกันอีกครั้ง
กลยุทธ์การซื้อขาย
นักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยง ควรรอให้ราคาดีดตัวขึ้นมาจากเส้นแนวโน้มขาขึ้นเสียก่อน แล้วจึงเปิดสถานะ long แต่หากราคาดิ่งลงไปมากกว่านั้น ให้รอจนกว่าจะมีการขยับตัวของราคาจนมีแนวโน้มที่ชัดเจนเกิดขึ้นอีกครั้งด้วยการสังเกต peak และ trough ที่มีทิศทางเดียว
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง อาจเข้าเปิดสถานะ long ในช่วงที่มีการสะสมตัวได้ ตราบใดที่ราคาไม่ได้ดิ่งลงไปต่ำกว่าระดับ $7,500
นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ที่พิจารณาว่าจะเกิดการปรับมูลค่าลงมากกว่านี้ก็สามารถเปิดสถานะ short สำหรับ Bitcoin รอไว้ได้
ตัวอย่างการซื้อขาย - สำหรับสถานะ short
-
ราคาเข้า: $10,340
-
Stop-Loss: $10,740 เหนือราคาสูงสุดของวัน
-
ความเสี่ยง: $400
-
เป้าหมาย: $9,140 ซึ่งเป็นระดับที่อยู่เหนือการบรรจบกันของระดับสำคัญสามอย่างตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
-
ผลตอบแทน: $1,200
-
อัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทน: 1:3
