Munster จาก Deepwater คาดการณ์ผลประกอบการสำคัญของ NVIDIA สัปดาห์หน้า
ไม่มีอะไรที่จะน่าตื่นเต้นเท่ากับการที่สถานการณ์ของตลาดกำลังเข้าทางของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีโมเมนตัมที่เข้ามาหนุนพอดีจนอาจทำให้คุณไม่สนใจสัญญาณเตือนอื่นๆ แต่ไม่ว่าคุณจะกำลังเลือกตัดสินใจทำอะไรอยู่ก็ตาม สัญญาณหนึ่งที่คุณจะมองข้ามไม่ได้เลยคือสัญญาณ V ซึ่งย่อมาจากความผันผวน (volatility) นั่นเอง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดยังคงปรับตัวลดลงอีกวันหนึ่งในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เฉพาะใน 2 วันนี้ปรับตัวลงไปแล้ว 5% แต่จู่ๆ ก็กลับตัวอย่างรุนแรงเพียงแค่ 10 นาทีก็ดีดตัวขึ้นมาได้เกือบ 2% และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ก็ยังไม่มีสัญญาณว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นได้ทั้งจากความต้องการที่ลดลงเนื่องจากปัญหาสงครามการค้าต่างๆ ที่ส่งผลกับปริมาณน้ำมันสำรองเป็นอย่างมาก โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการกลับตัวในครั้งนี้อาจเกิดจากเม็กซิโกก็เป็นได้
ตลาดน้ำมันในเอเชียเมื่อเปิดตลาดในวันศุกร์ที่ผ่านมายังคงปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่ดิ่งลงมาอย่างต่อเนื่องตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาจนกระทั่งมาฟื้นตัวได้ในวันพฤหัสบดี แต่ข่าวดีที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการปรับตัวได้นั้นกลับไม่ทรงพลังมากนัก
ปัจจัยหลักในวันพฤหัสบดีที่เป็นต้นเหตุก็คือหัวข้อข่าวจากสำนักข่าว Bloomberg ที่รายงานว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเลื่อนการเก็บภาษี 5% กับสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกที่เคยกำหนดว่าจะใช้ในวันจันทร์ออกไป ซึ่งนักลงทุนก็น่าจะอ่านเกมนำไปแล้วด้วยการทยอยปิดสถานะ short
ข่าวลือของเม็กซิโกที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
สำนักข่าวหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น Bloomberg, Washington Post หรือ Wall Street Journal ยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่อนุมัติให้เลื่อนการเก็บภาษีกับเม็กซิกันออกไปตามที่เจ้าหน้าที่ของเม็กซิโกร้องขอต่อสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ความจริงที่เกิดขึ้นหลังจากวันพฤหัสบดีคือ ซาราห์ แซนเดอร์ส โฆษกประจำทำเนียบขาวได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่ามีการระงับอีเมลที่ขอเลื่อนการเก็บภาษีจากเม็กซิโกไว้ อีกทั้งยังเสริมด้วยว่าการตัดสินใจเรียกเก็บภาษีดังกล่าวของทรัมป์จะยังคงเป็นไปตามเดิม หลังจากนั้นก็มีข่าวด่วนออกมาว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังวางแผนที่จะประกาศ ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อที่จะใช้มาตรการทางภาษีกับเม็กซิโกเนื่องจากมีการอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าไปยังสหรัฐฯ จำนวนมาก
หากเป็นเช่นนั้นจริง ข่าวดีที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นได้นั้นหายไปไหนเสียแล้ว?

ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตลาดน้ำมันยังคงมีความผันผวนอยู่ แม้ว่าราคาจะอยู่ต่ำกว่าแนวต้านมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์แล้วก็ตาม
ในความเป็นจริงความผันผวนที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด ข้อดีของการซื้อขายโดยเฉพาะในตลาดซื้อขายล่วงหน้า ก็คือ "นักลงทุนที่เล่นกับความเสี่ยง” สามารถทำกำไรในช่วงเวลาที่เกิดความผันผวนได้ โดยมีปัจจัยสำคัญคือเวลาที่จะเข้าและออกอย่างเหมาะสม แต่ก็มีอีกจำพวกหนึ่งที่เรียกว่า "นักลงทุนแบบยกโขยง" ที่จะเข้าทำกำไรตามหลังผู้อื่น หากตลาดเกิดการกลับตัวเมื่อใด นักลงทุนกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มที่จะถูกปล่อยทิ้งไว้กลางทางได้ง่ายๆ
ความผันผวนนั้นยังอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่า อย่างเช่น ราคา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส และ น้ำมันดิบเบรนท์ มีการปรับตัวสูงขึ้นเฉพาะในปีนี้จนถึงวันที่ 25 เมษายนมากกว่า 40% แต่ในขณะนี้ถือว่าปรับตัวขึ้นน้อยกว่า 20% ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นตลาดขาลง
การเทขายในช่วงสัปดาห์ของวันที่ 12 พฤษภาคมเกิดจากความกังวลว่าสงครามการค้าที่สหรัฐฯ มีกับจีนและเม็กซิโกนั้นจะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกเกิดการชะลอตัว นอกจากนี้ปริมาณการผลิตน้ำมันและเก็บน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินในช่วงที่ควรมีการใช้งานมากก็กลับลดลงด้วย
มีปัจจัยใดดังกล่าวที่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมาหรือไม่?
คำตอบก็คือ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เพราะไม่ได้มีเพียงปัจจัยเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลทางสถิติอื่นๆ อีกที่ทำให้นักลงทุนต้องกังวลกับสถานการณ์สงครามการค้าจากการบริหารของทรัมป์
ปัจจัยหลักก็คือการประมาณการที่ว่ามาตรการจัดเก็บภาษีกับเม็กซิโกอย่างเดียวอาจทำให้สหรัฐฯ ต้องสูญเสียตำแหน่งงานถึง 406,000 ตำแหน่งและมี GDP ลดลงมากกว่า 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
การคาดการณ์ดังกล่าวเกิดจากการรายงานตัวเลขในด้านน้ำมันที่ไม่เป็นไปในทิศทางที่ดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวคือ ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 7 ล้านบาร์เรล เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ที่คิดว่าจะลดลง 850,000 บาร์เรล ส่วน ปริมาณน้ำมันเบนซินสำรอง ในสัปดาห์ที่แล้วกลับเพิ่มสูงขึ้นถึง 3.21 บาร์เรล เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ที่คิดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 630,000 บาร์เรล ปริมาณน้ำมันดีเซลสำรอง เพิ่มขึ้น 4.57 ล้านบาร์เรล เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 500,000 บาร์เรล
ปัจจัยลบสำหรับตลาดน้ำมันยังคงมีมากไม่ต่างจากปัจจัยด้านบวก
นางเอเลน อาร์ วอลด์ ประธานที่ปรึกษาและผู้เขียนจาก Investing.com กล่าวว่าปัจจัยทั้งด้านบวกและด้านลบสำหรับตลาดน้ำมันยังคงมีอยู่มากพอๆ กัน
วอลด์กล่าวว่า มาตรการการลดปริมาณการผลิตจากโอเปคน่าจะยังดำเนินต่อไป ซึ่งการประชุมที่จะมีขึ้นในเดือนนี้อาจมีการปรับให้เข้มงวดขึ้นไปอีกก็เป็นได้ รวมทั้งมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่านและเวเนซุเอลา อีกครั้งยังมีความรุนแรงในสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในลิเบีย และปริมาณน้ำมันของรัสเซียที่ผลิตได้น้อยลงหลังจากเกิดเหตุที่มีการปนเปื้อนในท่อส่งน้ำมัน
เธอเสริมว่า
“เมื่อพิจารณาจากปัญหาในด้านการผลิตดังกล่าวน่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น”
“ข้อมูลทางด้านปัจจัยพื้นฐานกับความรู้สึกของนักลงทุนในตลาดน้ำมันยังคงมีความแตกต่างกันอยู่”
สิ่งนี้อาจทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้นได้ในอนาคต เมื่อมีความเชื่อมั่นในด้านหนึ่งเกิดขึ้นมากกว่าอีกด้านหนึ่ง
และอย่าลืมว่า เมื่อมีการเทขายไปแล้วรอบหนึ่งราคามักจะมีการฟื้นตัวขึ้นได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ด้วยเช่นกัน
นายสตีเฟน อินเนส หุ้นส่วนผู้จัดการจาก Vanguard เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า
"หากราคาปรับตัวลงไปต่ำสุดในสัปดาห์นี้จนอยู่ในแดนที่มีการเทขายจนต่ำกว่ามูลค่าจริงแล้ว นักลงทุนมักจะเริ่มเข้าทำกำไรก่อนช่วงวันสุดสัปดาห์"
โปรดระวังสัญญาณ “V” หรือความผันผวน
นายนิวเบอร์เกอร์ เบอร์แมนเคยออกมาเตือนในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่าให้เฝ้าระวังการแกว่งตัวของตลาดเพื่อรักษาเงินทุนและผลตอบแทนเอาไว้ให้ดีที่สุด
เขากล่าวในรายงานว่า
“เมื่อตลาดเริ่มที่จะยืนอยู่ในจุดพลิกผัน ให้เตรียมการรับมือกับโมเมนตัมที่อาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงทั้งในขาขึ้นและขาลง หลังจากที่มีการเทขายในเดือนธันวาคม การฟื้นตัวขึ้นมาในเดือนมกราคมก็ถือเป็นสัญญาณ “V” เช่นกัน โดยความผันผวนก็จะยังเกิดขึ้นได้อีกเสมอ”
องค์กรด้านการจัดการการลงทุนรายงานว่า ในขณะที่มีการคาดการณ์ว่าเหตุการณ์จะลงเอยได้ดีอย่างมีเหตุมีผลนั้น “ความผันผวนก็จะตามมาหลอกหลอนต่อไปได้อีกเนื่องจากตลาดจะยังปรับตัวไปตามทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังไม่สู้ดีนัก”
