Munster จาก Deepwater คาดการณ์ผลประกอบการสำคัญของ NVIDIA สัปดาห์หน้า
แม้ว่าจะเป็นเพียงการให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ไม่ใช่ข่าวจากการประชุมก็ตาม แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสุขุมเยือกเย็นของนายคาลิด อัลฟาลีห์ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดน้ำมันได้หลังจากที่สถานการณ์ไม่สู้ดีนักในตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
การ ให้สัมภาษณ์ ของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุดิอาราเบียยังคงช่วยให้ตลาดเป็นขาขึ้นได้ โดยราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นไปได้ 2% ในการซื้อขายของยุโรปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่นายฟาลีห์เสร็จสิ้นการเสวนาเรื่องความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มโอเปค เขาเชื่อมั่นว่าข้อตกลงที่มีร่วมกัน รวมทั้งรัสเซียซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรหลักจะไม่ดิ้นรนที่จะคงสมดุลของตลาดด้วยการลดปริมาณการผลิตลงอีกในการประชุมที่จะมีขึ้นช่วงปลายเดือนนี้ เขากล่าวว่า “เราจะทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องทำ” และยังเสริมอย่างมั่นใจว่า การประชุมดังกล่าวยังคงมีกำหนดการเหมือนเดิมคือวันที่ 25 มิถุนายน ไม่ใช่เดือนกรกฎาคมตามที่มีกระแสข่าวออกมาแต่อย่างใด
ถึงแม้ว่านายฟาลีห์จะเอ่ยปากรับรองเป็นมั่นเหมาะแล้วก็ตาม ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ในตลาดนิวยอร์คเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาก็ยังคงทรงตัวหลังจากที่ในเดือนก่อนราคาดิ่งลงถึง 16% และ 11% ในฝั่งสหราชอาณาจักร ซึ่งยังคงเป็นไปตามสุภาษิตที่ว่า “ขายในเดือนพฤษภาคมแล้วไปทำอย่างอื่น"

นอกจากนั้น ราคา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ซึ่งปิดตลาดที่ $53.25 ต่อบาร์เรลก็ยังเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์เป็นต้นมาด้วย ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ของสหราชอาณาจักร ปิดตลาดที่ราคาต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ $61.28 ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดิบทั้งสองแห่งยังคงเป็นขาลง โดยปรับลดลงจากราคาสูงสุดที่เคยทำได้ในเดือนเมษายนลงมาถึง 20%
สงครามการค้ายังคงส่งผลในแง่ลบกับตลาดน้ำมัน
เป็นอีกครั้งที่ปัญหาสงครามการค้าที่ทรัมป์สร้างขึ้นกับหลายฝ่ายจะสร้างความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจทั่วโลกและทำให้ตลาดน้ำมันซบเซาลงไปอีก
การให้สัมภาษณ์ของนายฟาลีห์ไม่ใช่ข่าวดีเพียงข่าวเดียวของตลาดในวันจันทร์
หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่าทั้งเม็กซิโกและจีนต่างก็มีความพร้อมที่จะเจรจาเพื่อหาทางออกกับประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ
มีรายงานว่าเกิดการชุมนุมประท้วงที่โรงกลั่นน้ำมันในแคเมอรูนและสหภาพแรงงานน้ำมันบางแห่งของนอร์เวย์
นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ารัสเซียเริ่มถอนกำลังสนับสนุนออกจากการเตรียมรบกับประธานาธิบดีมาดูโร ที่จะนำไปสู่การปะทะกันกลางท้องถนนในกรุงการากัส ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงทางการเมืองมากขึ้นในใจกลางอเมริกาใต้ได้
ทางฟากของอ่าวเปอร์เซีย กองกำลังสหรัฐฯ บุกทำลายเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำของซีเรียเพื่อเป็นการเพิ่มแรงกดดันกับซีเรียโดยขัดขวางไม่ให้มีการซื้อขายน้ำมันกันระหว่างกลุ่ม PKK/YPG กับฝ่ายของนายอัสซาด
ท้ายที่สุดแล้ว ซาอุดิอาราเบียปรับเพิ่มราคาน้ำมันกับเอเชียเพื่อส่งสัญญาณว่ามีปริมาณความต้องการที่สูง แม้ว่าจะมีการลดราคาให้กับสหรัฐฯ และยุโรปก็ตาม
ราคาน้ำมันจึงน่าจะยังปรับตัวลดลงไปอีก แต่ก็มีคำถามคาใจอยู่ว่า เสียงของโอเปคจะมีความสำคัญเหนืออิทธิพลจากสงครามทางการค้าที่มีในตลาดขณะนี้ได้หรือไม่?
ในการประชุมครั้งสำคัญของโอเปคที่จะจัดขึ้นเป็นครั้งที่สองของปีนี้ในอีกเพียง 3 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งก็คือวันที่ 25 มิถุนายนนี้เป็นวันสำคัญที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะสามารถหยุดยั้งการเทขายในตลาดน้ำมันและทำให้ตลาดฟื้นตัวกลับขึ้นมาจากเดือนที่แล้วได้
ในช่วงต้นเดือนเมษายน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นถึง 40% ในรอบปี 2019 สำหรับน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่ $66.60 และน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ $75.60 ซึ่งเกิดจากการปรับลดปริมาณการผลิตของโอเปคและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ใช้กับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านและเวเนซูเอลา
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกลายจึงเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบรุนแรงกับกระแสข่าวในตลาด ก่อนหน้าที่ทรัมป์ขู่ที่จะเรียกเก็บภาษี 5%-25% จากเม็กซิโกในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทำให้สถานการณ์ตลาดแย่ลงไปอีก
โอเปคกำลังเผชิญปัญหาความต้องการน้ำมันที่ลดลง
นายจอห์น คิลดัฟฟ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุนด้านพลังงานจาก Again Capital ประจำกรุงนิวยอร์ค คาดว่าโอเปคน่าจะพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของการปรับลดปริมาณการผลิตกับความต้องการน้ำมันที่ลดลงได้ยาก
นายคิลดัฟฟ์กล่าวว่า
“ต้องขอชื่นชมระเบียบวินัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของซาอุดิอาราเบียและสมาชิกกลุ่มโอเปคที่สามารถควบคุมปริมาณการผลิตให้เป็นไปตามเป้าได้ แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากรัสเซียเท่าใดนักก็ตาม”
“แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าข้อตกลงนี้ยังอาจมองข้ามอิทธิพลที่จะส่งผลเสียกับปริมาณความต้องการน้ำมันที่เกิดจากสงครามทางการค้าที่ทรัมป์ก่อขึ้นอยู่มากพอสมควร ในช่วง 3 สัปดาห์ข้างหน้านี้ซึ่งสงครามการค้ายังไม่น่าจะหาข้อยุติได้นั้น โอเปคอาจต้องพยายามสื่อสารกับตลาดที่มีแนวโน้มที่จะขายมากกว่าตลาดที่อยู่นิ่งๆ แน่นอนว่าการปรับลดปริมาณการผลิตในปัจจุบันจะส่งผลกับราคาขั้นต่ำของตลาดน้ำมัน แต่มันเป็นโอกาสสุดท้ายในตอนนี้ของโอเปคที่จะต้องเอาชนะให้ได้ เพราะยังมีวิกฤติที่จะตามมาอีกนั่นก็คือความเชื่อมั่นของตลาดจากการตัดสินใจในครั้งนี้”
ในระหว่างที่กำลังจะมีการประชุมเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์ข้างหน้า จากเดิมในช่วงเวลานี้ของปี โรงกลั่นในสหรัฐฯ จะมีความต้องการใช้น้ำมันดิบปริมาณมากเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ในปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง ลดลงเพียง 0.28 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 24 พฤษภาคม เมื่อเทียบกับตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ว่าน่าจะลดลง 0.86 ล้านบาร์เรล โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 ล้านบาร์เรลในช่วงสองสัปดาห์ก่อนเนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันมีการผลิตได้ไม่เต็มที่
ธนาคาร Goldman Sachs ออกมาเตือนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “สงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงประกอบกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงเริ่มมีผลกระทบกับตลาดน้ำมันแล้ว”
โอลิเวียร์ จาค็อบ นักวิเคราะห์จาก Petro Matrix ในเมืองซุก ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า
"นักลงทุนเริ่มหยุดและลดการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบสุทธิในตอนนี้แล้ว จะเหลือแต่แค่สัญญาที่ต้องจัดการให้จบไปเท่านั้น"
แม้แต่นายฟิล ฟลิน นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานจากกลุ่ม The Price Futures ในชิคาโก ผู้ซึ่งมักจะมีมุมมองในเชิงบวกกับตลาดน้ำมันก็ยังออกมายอมรับว่า “มีความเปลี่ยนไปในทางลบอยู่มาก” เขาเสริมว่า “แม้แต่นักลงทุนที่ชอบความเสี่ยงก็ยังอาจกลัวได้เหมือนกัน”
