เปิดแอป

สินค้าโภคภัณฑ์สัปดาห์นี้: ราคาน้ำมันยังดิ่งหนักในขณะที่ทองคำมาแรง

เผยแพร่ 03/06/2019 14:27

สัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส จะกลับมายืนต่ำกว่า $50 และ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ จะพบแนวรับที่ $60 หรือไม่?

หากเกิดขึ้นตามนั้นได้จริงก็ไม่น่าแปลกใจและยังมีความน่าสนใจแฝงอยู่เช่นกัน

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ทะลุแนวรับลงไปต่ำกว่า $55 ต่อบาร์เรลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้จุดทดสอบเชิงตรรกะในระดับถัดไปอยู่ที่ $50 ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบมาตรฐานในฝั่งของสหราชอาณาจักร อีกเพียง 56 เซ็นต์ก็จะหลุดลงไปต่ำกว่าระดับ $60 ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่จะเห็นตลาดน้ำมันปรับตัวลงทำราคาต่ำสุดกันอีกครั้งในช่วงสัปดาห์นี้

WTI 300-Min Chart

สร้างกราฟทั้งหมดด้วย TradingView

แต่ก็ยังมีความน่าสนใจอยู่ว่าตลาดจะลงไปทำจุดต่ำสุดได้จริงหรือไม่ เนื่องจากในช่วงเวลาไม่ถึงสองเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของปี 2019 ที่ $66.60 ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของปีได้ที่ $75.60 ราคาที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากการปรับลดกำลังการผลิตของประเทศในกลุ่มโอเปคและมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันที่สหรัฐฯ ใช้กับเวเนซูเอลาและอิหร่าน จึงทำให้ราคาน้ำมันในปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 40%

แน่นอนว่าตอนนี้สถานการณ์ไม่ได้ดีอย่างตอนนั้น เนื่องจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังคงดุเดือด อีกทั้งยังมีการเรียกเก็บภาษีกับเม็กซิโกที่ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งประกาศใช้อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ราคาน้ำมันจึงขึ้นอยู่กับสงครามการค้ามากกว่าการปรับลดการผลิตของกลุ่มโอเปค

ในขณะที่โอเปคอาจตัดสินใจประกาศลดการผลิตน้ำมันลงอีกในการประชุมที่จะเกิดขึ้นกลางปีนี้เพื่อเป็นการทำให้สถานการณ์ตลาดดีขึ้น ซาอุดิอาราเบียซึ่งเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มก็เริ่มประสบปัญหาในการโน้มน้าวรัสเซียซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรให้ผลิตน้ำมันตามแผน นายจูเลียน ลี คอลัมนิสต์ด้านน้ำมันจาก Bloomberg กล่าว

ลีกล่าวถึงโอเปคเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า

หากต้องการกำหนดราคาน้ำมันขั้นต่ำเอาไว้ให้ได้ กลุ่มโอเปคจำเป็นต้องแสดงศักยภาพและความเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ในขณะนี้ทางกลุ่มเองก็ยังคงมีปัญหาภายในกันอยู่ แม้ว่าจะมีแนวทางปฏิบัติแล้วก็ตาม”

นายดอมินิค คิริเชลลา ผู้บริหารแผนกความเสี่ยงและการค้าของสถาบันจัดการพลังงานประจำกรุงนิวยอร์คกล่าวว่าเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงส่งผลกับราคาน้ำมันในเดือนที่ผ่านมาอย่างมากจนทำให้การปรับลดการผลิตของโอเปคและความเสี่ยงทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองแทบไม่มีผล

คิริเชลลากล่าวว่า

“ตลาดสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของตลาดหุ้นของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องตลอด 5 สัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างหนัก ซึ่งทำให้เกิดผลเสียกับตลาดน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในวงกว้างด้วย"

สุภาษิตที่ว่า “ขายในเดือนพฤษภาคม แล้วไปทำอย่างอื่น” ก็ยังคงพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เนื่องจากดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในเดือนที่ผ่านมาเพียง 6% เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสที่ปรับลดลง 16% และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ลดลงไป 11%

สถานการณ์ในวันจันทร์ก็ยังคงไม่ดีขึ้น ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสยังปีนขึ้นมาได้ไม่ถึง $40 โดยขาดไปไม่ถึง 3$ ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็ยังขาดอีกเพียงเกือบ $2 ก็จะลงต่ำกว่า $50

เมื่อพิจารณาข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญ ราคาน้ำมันดิบทั้งสองแห่งทะลุลงไปต่ำกว่าเส้น MA สำคัญๆ ทั้งหมด โดยร่วงจากเส้น 200 DMA ไปอยู่ใต้เส้น 5 DMA หากพิจารณาจากค่าเงินดอลลาร์ ราคาน้ำมันลดลงไปกว่า $14 ต่อบาร์เรล จากที่ได้ปรับตัวขึ้นมานับตั้งแต่คริสต์มาสอีฟปีที่แล้วประมาณ $24 ซึ่งเป็นจุดที่มีการเทขายมากที่สุดทำให้ราคาลดลงไปต่ำที่สุดของปี 2018 ซึ่งนับว่าเป็นการปรับตัวลงไปเกือบ 60%

ปัญหาสงครามการค้าไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ฉุดราคาน้ำมันให้ต่ำลง แต่ปริมาณความต้องการก็ยังไม่ดีเท่าที่ควรด้วยเช่นกัน

ปริมาณ น้ำมันดิบสำรอง ของสหรัฐฯ ลดลงเพียง 0.28 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 24 พฤษภาคม เมื่อเทียบกับตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.86 ล้านบาร์เรล ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเก็บน้ำมันสำรองอย่างต่อเนื่องจำนวน 5.0 ล้านบาร์เรล

การที่ตลาดน้ำมันจะเป็นขาขึ้นได้ต้องอาศัยโรงกลั่นที่ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ประกอบกับต้องมีความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่มากพอในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วย แต่โรงกลั่นมีการชะลอการซื้อน้ำมันดิบลงในช่วงฤดูร้อนนี้เนื่องจากมีกำไรจากการผลิตน้ำมันเบนซินลดลงราว 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ด้านธนาคาร Goldman Sachs (NYSE:GS) เผยว่า "ตัวชี้วัดด้านการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงเริ่มมีผลกับตลาดแล้วในเวลานี้"

ธนาคารแห่งนี้ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า

"ขนาดของความรุนแรงและความเร็วในการชะลอตัวนั้นจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เพิ่มการผลิตน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองที่มากขึ้น”

หน่วยงานข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ เปิดเผยในรายงานปริมาณการผลิตและความต้องการน้ำมันประจำสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ กลับไปสู่จุดที่เคยผลิตได้สูงสุดที่ 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้ว หลังจากที่ผลิตได้น้อยลงมาเป็นเวลาหลายเดือน จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการผลิตในอนาคตมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าจะมีปริมาณการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น

แม้กระนั้น ตลาดน้ำมันก็ยังไม่น่าจะเป็นขาลงไปเสียทั้งหมด

จากการสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์ในวันจันทร์ที่ผ่านมาพบว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์น่าจะยังคงอยู่ที่ประมาณ $70 ไปจนกระทั่งสิ้นปี เนื่องจากถูกจำกัดด้วย “ความเสี่ยงด้านปริมาณการผลิตในตะวันออกกลาง”

การสำรวจในครั้งนี้ซึ่งจัดทำโดยนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์รวม 43 คนพยากรณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ $68.84 ในปี 2019 โดยเปลี่ยนแปลงจากผลสำรวจจากคราวที่แล้วซึ่งอยู่ที่ $68.57

ทองคำแข็งค่าขึ้นไปที่ $1,300

เช่นเดียวกันกับน้ำมัน ทองคำก็ได้รับผลกระทบรุนแรงในสัปดาห์นี้เช่นกัน สำหรับทองคำนั้นอาจมีความเป็นไปได้สูงที่จะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ในระดับ $1,300 ที่เคยทำได้เมื่อสัปดาห์ก่อนและอาจขึ้นไปสูงสุดได้เหนือ $1,330

ในช่วงแรกของการ ซื้อขายทองคำ ในตลาดเอเชียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าตลาดเป็นขาขึ้น เนื่องจากราคาปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 สัปดาห์ที่ $1,312.85

Gold Daily Chart

สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า ที่กำหนดส่งมอบในเดือนสิงหาคม มีการซื้อขายกันในตลาด Comex ของ New York Mercantile Exchange ที่ระดับ $1,317.75 ซึ่งนับว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดในวันที่ 24 มีนาคมเป็นต้นมา

ราคาทองคำน่าจะยังพุ่งสูงขึ้นต่อไปได้อีก เนื่องจากความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นในปัญหาเศรษฐกิจจะส่งผลให้นักลงทุนหันไปหาทรัพย์สินที่มีความปลอดภัยสูงกว่า ซึ่งต่างไปจากสัปดาห์ก่อนๆ ที่นักลงทุนหันไปหาเงิน ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสงครามการค้า

ความคิดเห็นล่าสุด

As gold analysis should deeply show something better than trade war effect. It seemed that were written by sense without fact and data.
As gold analysis should deeply show something better than trade war effect. It seemed that were written by sense without fact and data.
การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย