ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ เตรียมเข้าสู่ช่วงขาลงในระยะกลาง

เผยแพร่ 26/05/2019 19:54

  • ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมดกำลังเตรียมที่จะทำรูปแบบ H&S tops ส่วนดัชนี Russell กำลังทำรูปแบบ double-top
  • สหรัฐฯ กำหนดแผนการขยายตัวทางเศรษฐกิจยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยอัตราการเติบโตเพียงเล็กน้อย
  • โครงสร้างของตลาดยังคงไม่สอดคล้องกับข่าวในตลาด

แม้ว่าดัชนีหลักทั้ง 4 ดัชนีของสหรัฐฯ จะยังฟื้นตัวได้ในวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเป็นช่วงก่อนวันชาติ การซื้อขายจึงค่อนข้างเบาบางและไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลขาดทุนที่เกิดขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ได้ ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นเกิดจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์สงครามการค้าน่าจะยังกดดันให้ดัชนี S&P 500, Dow Jones, NASDAQ และ Russell 2000 รายสัปดาห์ต่ำลงไปอีกระลอก รวมทั้งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นตลาดขาลงระยะกลางอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน

การซื้อขายพันธบัตรที่เคยคึกคักก็หยุดนิ่งไปในวันศุกร์ ดอลลาร์สหรัฐ ยังร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่สองและยังปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ปอนด์สเตอร์ลิง ดีดกลับขึ้นมาได้หลังจากประกาศลาออกของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์

GBP/USD Weekly

จากข้อมูลทางเทคนิค เงินปอนด์ยังทำการซื้อขายกันอย่างหนักที่ H&S bottom ทำให้มีแนวต้านของสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ราคาต่ำสุดของวันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งถือเป็น left shoulder ของรูปแบบการกลับตัว

สำหรับ น้ำมัน ยังคงไม่การเปลี่ยนแปลง

สงครามการค้าส่งผลกระทบกับทั่วโลกรวมทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ

จากรายงาน ตัวเลขข้อมูลทางอุตสาหกรรม ของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาซึ่งยังไม่ค่อยดีนักเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า สงครามการค้าไม่เพียงแต่จะสร้างผลกระทบกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังทำให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ของเยอรมันมี ความเชื่อมั่นลดลง โครงสร้างตลาดเริ่มพังไม่เป็นท่า แม้ว่าดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นแต่หุ้นขนาดเล็กก็ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร การทวีความรุนแรงของสงครามการค้าน่าจะทำให้เกิดผลกระทบในทางตรงกันข้ามกับหุ้นขนาดเล็กและเงินสำรองของทั่วโลก

ในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้นได้เพียง 0.14% โดยมีหุ้นในกลุ่ม 8 กลุ่มจากทั้งหมด 11 กลุ่มปิดตลาดได้ในแดนบวก กลุ่มธุรกิจการเงิน (+0.79%) ทำผลงานได้ดีขึ้น ในขณะที่ กลุ่มสินค้าจำเป็นสำหรับผู้บริโภค (-0.36%) ปรับตัวลดลง

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 1.17% โดยมี 8 กลุ่มอุตสาหกรรมปิดตลาดในแดนลบ กลุ่มพลังงาน ปรับตัวลง 3.34% เนื่องจากมีการ เพิ่มปริมาณสำรอง ประกอบกับการคาดการณ์เชิงลบเกี่ยวกับอุปสงค์ในระหว่างที่เกิดสงครามการค้า นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ดัชนีนี้ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาข้อมูลทางเทคนิคพบว่า การปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 2,800 เป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาลงในระยะกลาง

เราคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่าในระยะกลาง ตลาดจะยังซบเซาต่อเนื่อง และแม้ว่าเดือนมิถุนายนนี้ เศรษฐกิจจะบูมจนทำให้ตัวเลข GDP เพิ่มสูงขึ้นได้นานที่สุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าที่เคยทำได้ในช่วงยุค 90 ก็ยังคงมีอุปสรรคให้ต้องพิจารณากันต่อไป

นับเป็นเวลานานถึง 13 ปีแล้วที่ GDP ของสหรัฐฯ เติบโตได้ไม่ถึง 3% ในขณะที่ จำนวนผู้ว่างงาน อยู่ที่ 3.6% ซึ่งถือเป็นค่าที่ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี แม้กระนั้นก็ยังคงมีคำถามตามมาว่าตัวเลขนี้จะยั่งยื่นไปได้อีกนานเพียงใด หากการเติบโตของอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีเป็นไปอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ต่อไปจะทำให้มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มมากขึ้นอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ยังเป็นตลาดขาขึ้นที่จะสามารถทำกำไรได้อีกระลอก เนื่องจากมีการปรับตัวสูงถึง 400% จากจุดต่ำสุดในปี 2009 แต่ต้องพิจารณาให้ดีว่าเวลานี้ควรจะเข้าหรือออกจากตลาดมากกว่ากัน

SPX Daily

ดัชนี S&P 500 มีแนวรับอยู่เหนือระดับ 2,800 ซึ่งได้ทะลุกรอบไปตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยมีเส้น 200 DMA ที่เริ่มจะราบเรียบรองอยู่ด้านล่าง

รูปแบบนี้ทำให้เห็นว่ามีการทะลุชายธงซึ่งเป็นกรอบแนวรับลงไปแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา และยังคงไม่กระเตื้องขึ้นมาตั้งแต่หลุดกรอบลงไปโดยดูได้จากเส้น 200 DMA เริ่มเป็นขาลง แม้ว่าจะมีเส้น 100 DMA ตัดอยู่ข้างบนก็ตาม การฟื้นตัวยังเป็นไปได้ยากเพราะยังอยู่ต่ำกว่าระดับแนวโน้มขาขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายน หากราคาลงมาต่ำกว่าเส้น 200 DMA จะทำให้เกิดรูปแบบ H&S top เป็น peak และ trough แบบลดระดับซึ่งเป็นการแสดงว่าตลาดกำลังเข้าสู่ขาลงในระยะกลาง

รูปชายธงที่สมบูรณ์แสดงว่า H&S ได้กลับตัวสำเร็จโดยทะลุกรอบขาลงของ neckline ไปได้ เส้นแนวโน้มที่เชื่อมระหว่างราคาต่ำสุดสองจุดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนคาจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม รวมถึงเส้น RSI ที่เป็นแบบ negative divergence เมื่ออยู่ต่ำกว่าระดับราคาต่ำสุด ทำให้เกิด neckline ที่ต่ำกว่าระดับของวันที่ 8 มีนาคม

จริงๆ แล้ว RSI ได้ตกไปอยู่จุดต่ำสุดในรอบปีนี้เรียบร้อยแล้วในช่วงที่ราคาอยู่ที่ระดับ 2,400 เนื่องจากมีโมเมนตัมที่อ่อนแรงมีผลทำให้เชื่อได้ว่าราคาจะร่วงตามไปด้วย

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ฟื้นตัวขึ้นมาได้ 0.37% ในวันศุกร์ แต่ถือว่าลดลง 0.69% เมื่อเทียบกับทั้งสัปดาห์และลดลงมาติดต่อกันเป็นเวลา 5 สัปดาห์แล้ว นับเป็นการปรับตัวลดลงที่นานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 โดยปรับลดลงไปทั้งสิ้น 3.67% จากข้อมูลทางเทคนิค ราคาที่ปรับตัวลดลงเกิดขึ้นหลังจากที่ทดสอบเส้น 200 DMA ได้สำเร็จในวันพฤหัสบดี การที่ราคาลดลงต่ำกว่าราคาต่ำสุดที่ 25,208 ของวันที่ 11 มีนาคมก็จะทำรูปแบบ H&S top ได้สำเร็จ

ดัชนี NASDAQ ปรับตัวขึ้นเพียง 0.11% ในวันศุกร์ รั้งท้ายดัชนีหลักอื่นๆ ของสหรัฐฯ เนื่องจากบริษัทในกลุ่มอุตหสากรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังคง จับตามองการตอบโต้จากจีน ภายหลังจากการแบนบริษัทหัวเหว่ยของสหรัฐฯ ดัชนีด้านเทคโนโลยีนี้จึงร่วงลงไป 2.29% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ และเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 โดยปัจจุบันลดลงไปแล้ว 6.46%

ในช่วงที่ยังมีข่าวดีเกี่ยวกับการเจรจาทางการค้าออกมาบ้าง ทำให้ดัชนีนี้ยังทำผลงานได้แม้จะมีแรงเทขายออกมาบ้าง จากข้อมูลทางเทคนิค ดัชนีปิดตลาดที่เหนือจุด neckline ของ H&S top และเส้น 200 DMA อยู่ต่ำลงไปเพียง 1.5% โดยไปอยู่ที่ 7,530

ดัชนีในกลุ่มหุ้นขนาดเล็กอย่าง Russell 2000 ยังคงทำผลงานได้ดีในวันศุกร์ได้อีกครั้ง โดยปรับตัวขึ้น 1.03% แต่ก็ไม่ได้ดีตลอดทั้งสัปดาห์ เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงไป 1.41% นับเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 โดยปรับลงไปรวม 6.19%

จึงเป็นดัชนีที่เกือบทำผลงานได้แย่รองลงมาจาก NASDAQ และทำให้ตลาดในภาพรวมเกิดความสั่นคลอนได้เช่นกัน เรามักจะย้ำอยู่เสมอในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าข้อมูลที่มีในตลาดมักจะไม่ตรงกับโครงสร้างภายในของตลาด เพราะหากมันสอดคล้องกัน หุ้นขนาดใหญ่และหุ้นเทคโนโลยีจะต้องดิ่งลงในขณะที่หุ้นขนาดเล็กต้องดีขึ้นเมื่อข้อตกลงทางการค้าเริ่มคลี่คลาย

จากแรงเทขายที่ส่งผลต่อตลาดโดยตรงในขณะนี้น่าจะทำให้หุ้นขนาดเล็กไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านภาษีหรือการนำเข้าส่งออกสินค้ากับต่างประเทศ นอกจากนี้การแข็งค่าของดอลลาร์น่าจะช่วยเสริมกำลังให้หุ้นขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่ย่ำแย่เหมือนกับผู้ส่งออกของสหรัฐฯ

US 10-Y Weekly

ผลตอบแทนพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 เป็นต้นมา โดยไปปิดตลาดอยู่เหนือเส้น 200 WMA ซึ่งไม่น่าจะเป็นสัญญาณของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีนัก

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย