ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ยังคงเป็นที่น่าสงสัยว่าน้ำมันยังคงเป็นตลาดขาขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ได้อย่างไร หลังจากที่มีรายงานข่าวว่ามีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดิอาราเบียนอกชายฝั่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ราคาซื้อขาย น้ำมันดิบ ในตลาดยุโรปทะยานขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดนิวยอร์คกลับมีทิศทางตรงกันข้ามกันจากเหตุการณ์ที่จีนโต้กลับสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดในวันนั้นกลายเป็นขาลงอีกครั้ง

ไม่ว่านักลงทุนจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดปรากฏการที่มีความพลิกผันดังกล่าวและปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นในวันจันทร์ที่ผ่านมาอย่างไรก็ตาม ยังมี 3 สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนในขณะนี้คือ
1. สงครามทางการค้ามีความสำคัญพอๆ กับการขาดแคลนน้ำมัน
สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกรวมทั้งความต้องการพลังงานได้กลายมาเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากกับตลาดน้ำมัน เนื่องจากการผลิตน้ำมันดิบจากโอเปคมีปริมาณลดลง และหาทดแทนจากที่อื่นไม่ได้
สิ่งนี้ยังคงเป็นจริงหลังจากที่จีนท้าทายคำเตือนของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าอย่าใช้ลูกไม้เดียวกันเรื่องภาษีในวันจันทร์ที่ผ่านมาที่จีนปรับใช้อัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นกับสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งรวมไปถึงผักแช่แข็งและ แก๊สธรรมชาติ แบบเหลวด้วย
ทั้งสองประเทศต่างมีทางเลือกที่จะขึ้นภาษีให้เป็น 25% กับสินค้าจากอีกฝ่าย โดยสหรัฐฯ คาดว่าจะใช้ภาษีนี้กับสินค้าของจีนเป็นมูลค่ากว่า 500,000 ล้านเหรียญ ส่วนจีนจะใช้มาตรการนี้กับสินค้าจากสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 60,000 ล้านเหรียญ
แม้ว่าตัวแทนทางฝั่งของสหรัฐฯ จะยืนยันว่าการเจรจาของสองประเทศจะยังดำเนินต่อไปและมีความมั่นใจว่าจะได้บรรลุข้อตกลงได้ก็ตาม ข้อตกลงการค้าระหว่างรัฐบาลนายสี จิ้นผิงของจีนกับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่นำโดยทรัมป์ซึ่งควรได้บทสรุปภายในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ในปีที่ผ่านมาแล้ว แต่จนขณะนี้ก็ยังคงลุกลามหนักขึ้น
2. ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าอิหร่านจะเป็นผู้ร้ายในตลาดน้ำมัน
สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรกำลังรวบรวมข้อมูลที่จะกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นตัวการในการทำลายตลาดการซื้อขายน้ำมันของโลกจากการถูกคว่ำบาตรน้ำมันของประเทศ
ในขณะที่อิหร่านตกเป็นผู้ต้องสงสัยจากชาวอเมริกา ซาอุดิอาราเบีย และเอมิเรตส์ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุร้ายที่ช่องแคบฮอร์มุสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดแม้ว่าจะมีนัยยะบทบาทของรัฐอิสลามในเรื่องของการก่อ “วินาศกรรม” อยู่ด้วยก็ตาม
เรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดิอาราเบีย 2 ลำได้รับความเสียหายค่อนข้างหนักจากเหตุการณ์นอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังได้รายงานว่ามีการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าอีก 4 ลำในวันเดียวกันด้วย เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมฝูงบินรบและเครื่องบินทิ้งระเบิดไปยังพื้นที่ดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อสร้างความตึงเครียดให้อิหร่านมากขึ้น
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 3% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาอันเนื่องมาจากข่าวการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบและยังไม่มีรายละเอียดของคดีที่สามารถระบุผู้กระทำผิดได้ในขณะนี้ ตลาดจึงมองข้ามสถานการณ์นี้ไปอย่างรวดเร็วและไปจับตามองที่การเจรจาปรับเพิ่มภาษีกับสินค้าของสหรัฐฯ แทน ซึ่งเป็นผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลง
อิหร่านตอบสนองต่อวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีโดยเร่งให้มีการสืบสวนสาเหตุที่เกิดขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวานนี้ว่าอิหร่านต้องการขออนุญาตส่งออกน้ำมันอย่างน้อย 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ซึ่งคิดเป็นจำนวน 3 เท่าของระดับที่คาดไว้ในเดือนพฤษภาคมภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพในข้อตกลงนิวเคลียร์ในปี 2015 ที่ได้ทำไว้กับประเทศมหาอำนาจตะวันตกซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธที่จะยอมรับ
นายจอห์น คิลดัฟ ผู้ก่อตั้งกองทุนบริหารความเสี่ยง Again Capital แห่งนิวยอร์คกล่าวว่า
“คงจะเป็นเรื่องยาก หากจะโยนความรับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าวให้เป็นของอิหร่านในเมื่อเขาก็วางตัวดีและสงบเช่นนี้”
3. ราคายังทรงเพื่อเตรียมรับการปะทะครั้งใหม่
ราคาน้ำมันอาจจะกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความผันผวนครั้งใหม่ในปี 2019 และปรับตัวออกจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสแรก
ลักษณะนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการที่มากขึ้นในช่วงฤดูร้อนน่าจะทำให้เกิดการผลิตน้ำมันล้นตลาดและนำไปสู่การเก็บสำรองที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ความผันผวนของราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมัน West Texas Intermediate ในวันจันทร์ที่ผ่านมามีการขยับตัวไปมาระหว่างราคาสูงสุดกับต่ำสุดอยู่ที่ $2.66 ต่อบาร์เรล
นับเป็นครั้งที่สองในรอบ 2 สัปดาห์ที่ราคามาตรฐานน้ำมันดิบสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงเกือบ $3 ต่อบาร์เรล หลังจากวันที่ 2 พฤษภาคม ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ที่ $2.73 ต่อบาร์เรล
มีรายงานจากโอเปคเมื่อวันอังคารที่คาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตน้ำมันจะลดลงเนื่องจากซาอุดิอาราเบียยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมลดราคาน้ำมันที่ผลิตได้ลงนับตั้งแต่ช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา
แต่หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง โดยไม่มีปัญหาด้านการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเพิ่มเติม กองทุนบริหารความเสี่ยงอาจประสบปัญหาในการถือสัญญา Long ของน้ำมันเอาไว้ เนื่องจากความต้องการน้ำมันจะมีน้อยกว่าที่คาดไว้ แม้ว่าโอเปคจะยังปรับลดการผลิตลงต่อไปก็ตาม
นายจอห์น เคมพ์ ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์รายงานว่าผู้บริหารพอร์ตลงทุนพากันเทขายสัญญาล่วงหน้าน้ำมันเป็นจำนวนทั้งสิ้น 42 ล้านบาร์เรลในช่วง 2 สัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการซื้อรวม 609 ล้านบาร์เรลในช่วง 15 สัปดาห์นับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคมเป็นต้นมา
