หุ้นจีนด้าน AI GPU ที่น่าจับตามองตามคําแนะนําของ Morgan Stanley
เมื่อวันที่ 30 เมษายนปีนี้ มูลค่าตลาดของ Microsoft (NASDAQ:MSFT) ขึ้นไปแตะ 1 ล้านล้านเหรียญได้เป็นครั้งแรก บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากเรดมอนด์ วอชิงตันกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับสามของสหรัฐฯ รองจาก Apple (NASDAQ:AAPL) และ Amazon (NASDAQ:AMZN) ที่ก็ขึ้นไปแตะจุดนี้ได้เช่นกันในช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงตามลำดับ

วันที่ 1 พฤษภาคม หุ้นของ Apple ซึ่งได้รับแรงหนุนจาก รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ประกอบกับแนวทางที่ชัดเจน ทำให้มูลค่าตลาดของ Apple ขึ้นไปอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญเป็นครั้งที่สองของปี

แต่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวก็คงอยู่ได้ไม่นาน ในช่วงบ่ายมูลค่าของ Apple และ Microsoft ก็หล่นลงมาต่ำกว่าระดับ 1 ล้านล้านเหรียญ
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า การที่จะทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญย่อมมีความยากพอๆ กับระยะเวลาที่จะสามารถรักษาระดับมูลค่านั้นให้คงอยู่ได้ ดังที่ Microsoft และ Apple ได้เห็นจากวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

Amazon สามารถสร้างมูลค่าตลาดได้ถึง 1 ล้านล้านเหรียญเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2018 แต่ก็ย่อตัวลงไปในช่วงปิดตลาด (ในทำนองเดียวกัน Apple เคยทำมูลค่าตลาดไว้สูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมจนถึงวันที่ 5 พฤศจิกายน จากนั้นหุ้นก็ตกลงไป 36% ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมไปจนถึงคริสต์มาสอีฟวันที่ 24 ธันวาคม)
สิ่งนี้เป็นสัญญาณของราคาสูงสุดในระยะสั้นหรือไม่
ข้อสรุปที่สองนี้อาจต้องใช้การพิจารณาเพิ่มเติม อย่างน้อยในขณะนี้ การที่บริษัทมีมูลค่าในตลาดเกิน 1 ล้านล้านเหรียญเป็นการบอกนักลงทุนว่าราคาหุ้นน่าจะใกล้ถึงจุดสูงสุดในระยะสั้นและพร้อมที่จะเกิดการกลับตัว ทั้ง Apple และ Amazon ต่างก็เคยมีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านเหรียญในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่ตลาดก็เริ่มแผ่วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมา
Microsoft และ Apple เคยมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญพร้อมกันในวันที่ 30 เมษายนและ 1 พฤษภาคม S&P 500 ขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 1 พฤษภาคมแล้วจึงปรับตัวลงในช่วงวันที่ 1 พฤษภาคมจนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา 2.5% และในช่วงเวลาเดียวกัน NASDAQ ก็ปรับตัวลดลง 3.2% และดัชนี NASDAQ 100 ปรับลง 3.4% ส่วนดัชนี ดาว ในวันศุกร์ปรับตัวลงจากจุดสูงสุด 3.75%
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าส่งสัญญาณให้ตลาดหุ้นเปิดด้วยปริมาณการซื้อขายบางเบาในวันจันทร์
แน่นอนว่า Apple และ Microsoft คงไม่ใช่สาเหตุให้เกิดการเทขายในตลาด สมรภูมิทางการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และคำสั่งซื้อผ่านระบบคอมพิวเตอร์น่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเทขายบางส่วนได้ แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดผลกระทบมากน้อยเพียงใด คำสั่งซื้อผ่านระบบคอมพิวเตอร์น่าจะพิจารณาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทน้อยกว่าโมเมนตัมและทิศทางของหุ้น
ราคาหุ้นของ Apple, Microsoft และ Amazon ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าดังกล่าวเช่นเดียวกัน เนื่องจากผู้ผลิตเกือบทั้งหมดของ Apple อยู่ในประเทศจีน ผู้ผลิตแท็บเล็ต Surface, คอนโซลเกมและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องของทางฝั่ง Microsoft ก็อยู่ในเอเชีย โดยมีเจ้าหลักๆ อยู่ในจีน ส่วนอุปกรณ์ Alexa และ Kindle ของ Amazon ก็ผลิดในจีนและเอเชียเช่นกัน จีนจึงยังเป็นตลาดที่มีความสำคัญกับทั้งสามบริษัทเป็นอย่างมาก
อาจดูเหมือนเป็นการยืดเวลาที่จะพูดว่าหุ้นของทั้งสามบริษัทจะเป็นตัวบอกทิศทางของตลาดได้ แต่ในความเป็นจริง ขนาดของตลาดมูลค่านับล้านล้านเหรียญย่อมมีอิทธิพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มูลค่าหุ้นของ Microsoft และ Apple คิดเป็น 25% ของมูลค่าตลาดใน ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Microsoft, Apple และ Amazon เป็นหุ้นใหญ่ 3 ตัวที่มีน้ำหนักมากที่สุดใน S&P 500 นอกจากนี้หุ้นทั้งสามยังมีมูลค่าตลาดคิดเป็น 30% ของหุ้นทั้งหมดใน NASDAQ 100 เมื่อรวมเอา Google (NASDAQ:GOOGL), Intel (NASDAQ:INTC), Cisco (NASDAQ:CSCO) และ Facebook (NASDAQ:FB) เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนักถึงครึ่งหนึ่งของทั้งตลาดในดัชนีนี้เลยทีเดียว
ดังนั้นโปรดอย่าละสายตาจากหุ้นในกลุ่มที่มีมูลค่านับล้านล้านเหรียญ เพราะมันอาจส่งผลกระทบเกินกว่าที่คุณคาดคิด
