เปิดแอป

เช็คข้อมูล: ระหว่าง GOOG กับ GOOGL หุ้นตัวใดของ Alphabet ที่ควรซื้อ

เผยแพร่ 07/05/2019 17:16

หากคุณเคยคิดจะลองลงทุนในบริษัท Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google คุณคงเคยสังเกตว่ามีการซื้อขายกันภายใต้สัญลักษณ์สองตัวคือ GOOG และ GOOGL แล้วตัวไหนจะน่าซื้อกว่ากัน สองตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร และ Alphabet มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร

ประวัติโดยสังเขปของ Google

Google ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 โดยแลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน ซึ่งในขณะนั้นทั้งคู่เป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เดิมเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ที่ทำเกี่ยวกับเครื่องมือค้นหาออนไลน์ในโรงรถที่บ้านเพื่อนเท่านั้น จากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็สามารถระดมทุนได้ราว 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วจึงย้ายไปประจำสำนักงานใหญ่ที่เมนโลพาร์ค แคลิฟอร์เนีย

ธุรกิจนี้เติบโตอย่างรวดเร็วไปพร้อมๆ กับอินเทอร์เน็ต วันที่ 19 สิงหาคม 2004 Google เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนโดยเปิด IPO ประมาณ 19.6 ล้านหุ้นๆ ละ $85 ทำให้มีทุนในตลาดถึง 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากนั้น 2 ปี ในปี 2006 จึงขยายไปยังธุรกิจวิดีโอด้วยการเข้าซื้อ YouTube เป็นของ Google ในมูลค่า 1,650 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตั้งแต่นั้นมา Google ก็ยังคงเข้าร่วมในธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต นอกจากนั้น Google ยังมีกองทุนร่วมลงทุน มีห้องปฏิบัติการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต รวมถึงบริษัทรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติอีกด้วย

การก่อตั้ง Alphabet

ในปี 2015 มีการปรับโครงสร้างบริษัทโดยตั้งองค์กรทางกฎหมายที่ชื่อว่า Alphabet ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นบริษัทแม่ของ Google และบริษัทอื่นๆ ในเครือ

ปัจจุบัน Alphabet เป็นบริษัทใหญ่ติดอันดับโลกที่มีพนักงานจากหลายประเทศ ตั้งอยู่ที่เมาเทนวิว แคลิฟอร์เนีย มีผู้ถือครองหุ้นของบริษัทนับล้านๆ คนและ Alphabet ก็เป็นบริษัทชั้นนำที่ติดอันดับดัชนีผู้นำในตลาดหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 ข้อมูลต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรทราบก่อนที่จะลงทุนกับ Google

ทำไม Google จึงมีสัญลักษณ์ 2 ตัว

เหตุผลหลักที่ต้องแยก GOOG กับ GOOGL ออกจากกันเกี่ยวข้องกับสิทธิ์ในการออกเสียง โดยทั่วไปผู้ถือหุ้นจะมีสิทธิ์ออกเสียงในประเด็นสำคัญๆ ที่กรรมการบริษัทยกมาพิจารณาซึ่งอาจมีผลกับการดำเนินงานของบริษัท

เพื่อให้สิทธิ์การควบคุมยังคงอยู่ที่ผู้ก่อตั้งบริษัท Google จึงแยกหุ้นออกเป็นสองส่วนคือ หุ้นคลาส A เป็น GOOGL และหุ้นคลาส C เป็น GOOG โดยมีกลยุทธ์ที่เรียบง่ายคือผู้ถือหุ้น GOOGL จะมีสิทธิ์ออกเสียงได้ 1 สิทธิ์ต่อหุ้น ส่วนผู้ที่ถือ GOOG จะไม่มีสิทธิ์ในการออกเสียง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ้น GOOGL จึงมีราคาแพงกว่าหุ้น GOOG อยู่เล็กน้อย

มีหุ้นในคลาส B หรือไม่

ในความเป็นจริงยังมีหุ้นอีกคลาสหนึ่ง ซึ่งก็คือคลาส B แต่เป็นหุ้นที่ถือได้เฉพาะผู้ก่อตั้งเท่านั้น โดยผู้ถือหุ้นคลาสนี้จะมีสิทธิ์ออกเสียงได้ 10 สิทธิ์ต่อหุ้น ซึ่งทำให้ในทางพฤตินัย เพจและบรินยังคงเป็นผู้ตัดสินใจหลักอยู่ หากหุ้นในคลาส B ของ Alphabet เปิดให้ซื้อขายกันในตลาดทั่วไปได้ก็คงมีราคาที่แตกต่างจากหุ้นในคลาส A และคลาส C สูงมาก

Google สร้างรายได้อย่างไร

บริษัท Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ทำรายได้จากการโฆษณา การขายแอปพลิเคชัน การขายภายในแอป และผลิตภัณฑ์ที่ทำเนื้อหาดิจิทัลผ่าน Google Play Store รวมทั้งฮาร์ดแวร์อย่างเช่นโทรศัพท์ Pixel นอกจากนี้ บริษัทยังคิดค่าลิขสิทธิ์และค่าธรรมเนียมบริการต่างๆ อย่างเช่น Google Drive และการเสนอบริการ Google Cloud

อย่างไรก็ตาม รายได้หลักของ Alphabet มาจากการโฆษณาบนแพลตฟอร์มของตนเอง เนื่องจากมีการขายแบนเนอร์และโฆษณาในเว็บไซต์หลายแห่งในผลการค้นหาของ Google เอง Google จึงเป็นผู้เล่นสำคัญในธุรกิจโฆษณาออนไลน์ในปัจจุบันที่มีรายได้รวมในปี 2018 เกิน 136,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Alphabet เป็นเจ้าของบริษัทใดบ้าง

Alphabet ยังเป็นบริษัทแม่ของบริษัทอื่นๆ อีกมากมายนอกเหนือจาก Google อาทิ

  • Calico - บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่มุ่งเน้นด้านการชะลอวัยและโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

  • GV (ก่อนหน้านี้เรียกว่า Google Ventures) - เป็นองค์กรร่วมทุนของ Alphabet

  • CapitalG - กองทุนหุ้นที่มุ่งเน้นการเติบโตที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็กทั่วโลก

  • Verily - องค์กรวิจัยที่มุ่งเน้นการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต

  • Waymo - บริษัทพัฒนารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองโดยอัตโนมัติ

  • Nest Labs - บริษัทอุปกรณ์เครื่องใช้อัตโนมัติภายในบ้าน

  • X - แผนกวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

  • Sidewalk Labs - บริษัทผู้สร้างนวัตกรรมสำหรับชุมชนอัจริยะยุคใหม่

  • Google Fiber - ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ IPTV กับลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ที่กำลังขยายเพิ่มมากขึ้น

ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Alphabet เป็นใคร

แน่นอนว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบันของ Alphabet จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน ทั้งสองคนมีหุ้นในคลาส B อยู่ประมาณ 20 ล้านหุ้น และมีคลาส C อีก 20 ล้านหุ้น รวมมูลค่าที่แต่ละคนถืออยู่มากกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายเอริก ชมิดท์ ประธานกรรมการบริหารของ Google ตั้งแต่ปี 2001 จนถึง 2017 ถือครองหุ้นจำนวน 8 ล้านหุ้น แบ่งเป็นคลาส B และคลาส C อย่างละ 4 ล้านหุ้น สำหรับนักลงทุนสถาบันนั้น กลุ่ม Vanguard ถือครองหุ้นของ Alphabet มากที่สุดจำนวน 40 ล้านหุ้น โดยมีทั้งคลาส A และคลาส C ตามมาด้วยบริษัท Fidelity Management และกองทุนของ BlackRock ซึ่งมีหุ้นอยู่ 26.9 และ 25.1 ล้านหุ้นตามลำดับ

ซื้อหุ้นของ Alphabet ตัวไหนดี

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการสิทธิ์การออกเสียงด้วยหรือไม่ เพราะหุ้นทั้งสองตัวเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ ดังนั้นในระยะยาว ผลตอบแทนที่จะได้รับก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคลาสของหุ้นที่คุณซื้อไว้แต่อย่างใด หากคุณต้องการเข้าร่วมการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อร่วมตัดสินใจกับการบริหารงานของบริษัท คุณก็ควรซื้อหุ้นคลาส A

แต่หากต้องการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น และไม่ได้ต้องการออกเสียงใดๆ ก็ให้เลือกหุ้นคลาส C

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย