Bitcoin ร่วงสู่ระดับ 58.9K ใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 22 เดือน หลังขาดทุนหนักรายไตรมาส
ถ้าพูดถึงผู้ชนะของยุค AI นักลงทุนส่วนใหญ่มักนึกถึงผู้ผลิต GPU ก่อน แต่ในอีกด้านหนึ่ง หุ้นกลุ่มหน่วยความจำก็กลายเป็นผู้ชนะเงียบที่สำคัญไม่แพ้กัน ภาพประกอบนี้สรุปได้ชัดว่า มูลค่าตลาดรวมของ Samsung Electronics Co., Ltd., SK hynix Inc. และ Micron Technology, Inc. เพิ่มจาก 254 พันล้านดอลลาร์ในปี 2016 เป็น 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือเพิ่มขึ้นราว 16 เท่าในเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษ
(Source: MarketCap, as of June 18, 2026; graphic by Leverage Shares by Themes)
ตัวเลขในภาพไม่ได้สะท้อนแค่ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้น แต่สะท้อนการเปลี่ยนสถานะของอุตสาหกรรม memory ด้วย ในอดีต หุ้นกลุ่มนี้มักถูกมองเป็นธุรกิจวัฏจักรที่ขึ้นลงตามอุปสงค์อิเล็กทรอนิกส์และราคาชิป แต่ในยุค AI หน่วยความจำ โดยเฉพาะ HBM หรือ high-bandwidth memory กลับกลายเป็นคอขวดสำคัญของทั้งการฝึกและการรันโมเดลขนาดใหญ่ เมื่อ memory กลายเป็นชั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ ตลาดจึงเริ่มให้มูลค่ากับบริษัทเหล่านี้สูงขึ้นในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เชิงวัฏจักร
เหตุผลหลักอยู่ที่ AI server หนึ่งเครื่องต้องใช้หน่วยความจำมากกว่า server แบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ S&P Global ระบุว่าเมื่อผู้ผลิตชิปหันกำลังการผลิตไปยัง HBM ซึ่งเป็น DRAM ระดับพรีเมียมสำหรับศูนย์ข้อมูล AI อุปทานของ DRAM แบบดั้งเดิมก็ยิ่งตึงตัวและดันราคาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฝั่ง Micron เองก็ส่งสัญญาณว่าความสมดุลด้านอุปสงค์และอุปทานที่ตึงตัวจาก AI อาจยืดเยื้อไปได้แม้หลังปี 2027 โดยเฉพาะเมื่อ data center memory คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของตลาด memory ทั้งหมดเป็นครั้งแรกในปีนี้
ในสามบริษัทนี้ SK hynix เป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปี 2026 Reuters รายงานว่า SK hynix แซง Samsung ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของเกาหลีใต้ในวันที่ 22 มิถุนายน 2026 โดยมี market capitalization แตะประมาณ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันบทวิเคราะห์ของ Leverage Shares ยังระบุว่าบริษัทขายกำลังการผลิต memory ที่วางแผนไว้สำหรับปี 2026 ไปเกือบหมดแล้วตั้งแต่ปลายปี 2025 ซึ่งสะท้อนความตึงตัวของอุปสงค์และอุปทานอย่างรุนแรง
Micron ก็ไม่ใช่ผู้ตามแบบเดิมอีกต่อไป ข้อมูลล่าสุดในตลาดชี้ว่า Micron ได้อานิสงส์จากการเร่งลงทุนของ hyperscalers และจากการทำ strategic customer agreements ระยะยาว ซึ่งช่วยเพิ่มทั้ง visibility ของรายได้และความมั่นใจของตลาดต่อวัฏจักร memory รอบนี้ หากในอดีตนักลงทุนมอง Micron เป็นหุ้น commodity semiconductor ที่ผันผวนสูง วันนี้ narrative เริ่มเปลี่ยนไปสู่การเป็นหนึ่งในเสาหลักของ AI memory stack
ส่วน Samsung Electronics ยังเป็นกรณีที่ต่างออกไปเล็กน้อย แม้บริษัทจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาพที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตลาดมักให้มุมมองที่ซับซ้อนกว่า เพราะ Samsung ไม่ได้เป็น pure-play memory company แบบเต็มตัว และยังมีธุรกิจอุปกรณ์ผู้บริโภค สมาร์ตโฟน และหน่วยธุรกิจอื่น ๆ ที่เจือจาง narrative ด้าน AI memory ลงบางส่วน ถึงอย่างนั้น Samsung ก็ยังเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของอุตสาหกรรม และการเร่งขยาย HBM กับ advanced packaging ทำให้บริษัทมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันระยะถัดไป โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมเริ่มขยับไปสู่ HBM4
สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจมากคือ มูลค่ารวม 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรลอย ๆ เพียงอย่างเดียว มันสะท้อนว่าตลาดเริ่มเชื่อว่า memory อาจกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีสัญญาระยะยาวมากขึ้น อุปทานมีข้อจำกัดมากขึ้น และความต้องการมีฐานรองรับจากการลงทุน AI ที่ลึกกว่ารอบอิเล็กทรอนิกส์ผู้บริโภคแบบเดิม Chosun Biz ยังรายงานว่าผู้บริหารและนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า “traditional memory cycle” ที่เคยมีรอบขึ้นลงแรงอาจกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่เสถียรขึ้นจาก long-term agreements และ HBM bottlenecks
อย่างไรก็ดี นี่ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงหายไป อุตสาหกรรม memory ยังขึ้นชื่อเรื่องความผันผวน และหากผู้ผลิตขยายกำลังการผลิตเกินกว่าความต้องการจริง หรือหากการใช้จ่ายด้าน AI ชะลอลงเร็วกว่าที่คาด ราคาชิปและราคาหุ้นก็มีโอกาสเผชิญแรงกดดันได้อีก นอกจากนี้ เมื่อมูลค่าตลาดปรับขึ้นแรงมากในระยะเวลาไม่นาน นักลงทุนก็ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การยกระดับเชิงโครงสร้าง” กับ “ภาวะร้อนแรงเกินพื้นฐาน”
สิ่งที่ภาพนี้สอนนักลงทุนได้ดีที่สุดคือ AI ไม่ได้ยกระดับแค่ผู้ผลิต GPU แต่ยกระดับทั้งห่วงโซ่ memory ด้วย เมื่อหน่วยความจำกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อ throughput ของระบบ AI บริษัทที่อยู่ตรงกลางของห่วงโซ่นี้จึงได้รับทั้ง pricing power, earnings visibility และ premium valuation มากขึ้น สำหรับนักลงทุนที่มองธีม AI ระยะยาว ภาพของ Samsung, SK hynix และ Micron จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “หุ้นขึ้นแรง” แต่เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังจัดลำดับความสำคัญใหม่ให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน memory
FAQ
1) ภาพนี้บอกอะไรนักลงทุน?
ภาพนี้ชี้ว่ามูลค่าตลาดรวมของ Samsung, SK hynix และ Micron เพิ่มจาก 254 พันล้านดอลลาร์ในปี 2016 เป็น 4.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือราว 16 เท่า
2) ทำไมหุ้น memory ถึงโตแรงในยุค AI?
เพราะ AI ทำให้ HBM และ memory สำหรับ data center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการฝึกและรันโมเดลขนาดใหญ่ ส่งผลให้อุปสงค์ตึงตัวและราคาดีขึ้น
3) ตอนนี้ใครเด่นสุดในกลุ่มนี้?
ในปี 2026 SK hynix ถูกจับตามากที่สุด หลัง Reuters รายงานว่าบริษัทแซง Samsung ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของเกาหลีใต้
4) วัฏจักร memory รอบนี้ต่างจากอดีตอย่างไร?
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ารอบนี้มีความเป็นโครงสร้างมากขึ้น เพราะมี long-term supply agreements, HBM bottlenecks และ AI demand ที่ลึกกว่ารอบผู้บริโภคแบบเดิม
5) ความเสี่ยงของธีมนี้คืออะไร?
ความเสี่ยงหลักคือการขยายกำลังการผลิตมากเกินไปในอนาคต การชะลอตัวของ AI spending และความจริงที่ว่าอุตสาหกรรม memory ยังมีประวัติความผันผวนสูง
