ราคาทองคำพุ่งเกือบ 1% จับตาการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา ความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง
-
เตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ
-
ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ที่ชัดเจน ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้าง ทั้งนี้ ควรจับตา รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเงินดอลลาร์ได้เช่นกัน ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ที่กว้าง และยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงกว่าช่วงปกติ ทั้งนี้ บรรดานักลงทุนต่างชาติได้เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดทุนไทย อย่างตลาดบอนด์มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยชะลอ/ลดทอนแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทได้บ้าง
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.20-32.85 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์โดยรวม ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินภาพรวมตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (เรามองว่า FED อาจให้ความสำคัญกับอัตราการว่างงานมากขึ้น หลังงานวิจัยของ FED สะท้อนว่า ยอดการจ้างงานฯ อาจอยู่ในระดับต่ำ หรือติดลบ ได้ในบางเดือน โดยไม่ทำให้อัตราการว่างงานเร่งสูงขึ้น) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงงดให้ความเห็น (Blackout period) ในช่วงใกล้การประชุม FOMC เดือนมิถุนายน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 69% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า) หรืออาจมองได้ว่า ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ภายในปี 2027
-
ฝั่งยุโรป – ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 82% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 52% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งยูโรโซน อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) เดือนพฤษภาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสราว 72%) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25% ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBI จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปี 2027 สู่ระดับ 5.75% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ผ่านการยึดเหนี่ยวให้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบเป้าหมายของ RBI
-
ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนพฤษภาคม ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 3.10% (+0.4%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 0.90% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ทำให้บรรดาผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิต ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนพฤษภาคม
