6 หุ้นชิปเกาหลีใต้น่าจับตา ตามมุมมองของ Macquarie
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนี PPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าคาด กอปรกับ ความไม่แน่นอนของการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้
-
จับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลประกอบการ Nvidia
-
เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่เสี่ยงย่อตัวลงบ้าง หากแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น รวมถึง ตลาดตอบรับเชิงบวกต่อผลประกอบการของ Nvidia ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทยังเสี่ยงอ่อนค่าลงได้บ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบกว้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นอกจากนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้างจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ อนึ่ง เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way risk ไม่ต่างจากเงินดอลลาร์ โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทจะขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงกว่าช่วงปกติ
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.30-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ได้สะท้อนถึงแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น จนทำให้ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 62% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ อาทิ ข้อมูลตลาดแรงงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษและยูโรโซน รวมถึงประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองอังกฤษ พร้อมกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน ทั้ง ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการลงทุนในสินทรัพย์ภาวร (Fixed Assets Investment) ในเดือนเมษายน รวมถึง แนวโน้มราคาบ้านในเดือนเมษายน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น ทั้ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปี 2026 ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม และอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายน ซึ่งอาจส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสถึง 78% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้
-
ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวได้ราว +2.4%y/y ในไตรมาสแรกของปี 2026 เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังไม่รุนแรงมากนักในช่วงไตรมาสแรก ขณะเดียวกัน การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +19%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +27%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.6 พันล้านดอลลาร์
