ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ร่วง น้ำมันพุ่ง ทรัมป์ออกจากปักกิ่ง
แรงกดดันเงินเฟ้อกดดันโลหะมีค่า
ตลาดทองคำโลกเพิ่งเผชิญแรงขายที่น่าสนใจ โดยราคาทองคำสปอตปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4,690 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ลดลง 0.56%) สะท้อนการตอบสนองเชิงลบต่อ “พายุเงินเฟ้อ” จากฝั่งผู้ผลิต ดัชนี PPI เดือนเมษายนของสหรัฐพุ่งขึ้น 1.4% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เกือบสามเท่า การเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงของต้นทุนการผลิต ประกอบกับรายงาน CPI ที่ร้อนแรงก่อนหน้านี้ ได้ทำลายความคาดหวังเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในปีนี้ลงอย่างสิ้นเชิง
แทนที่นั้น ตลาดเริ่มประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยอาจคงอยู่ในระดับ 3.5–3.75% ไปจนถึงปี 2027 สภาพแวดล้อม “ดอกเบี้ยสูงยาวนาน” นี้ถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ และยังผลักดันดัชนี Dollar Index ขึ้นไปที่ระดับ 98.45 จุด เพิ่มแรงกดดันต่อราคาขายโดยตรง
ปัจจัยการเมืองและข้อจำกัดจากอุปสงค์จริง
นอกเหนือจากแรงกดดันจากตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค ตลาดยังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านบุคลากรและนโยบายการค้า การที่วุฒิสภาสหรัฐเตรียมรับรองนาย Kevin Warsh เป็นประธาน Fed แทนนาย Jerome Powell ในวันที่ 15 พฤษภาคม กำลังสร้างบรรยากาศการรอคอยต่อทิศทางนโยบายใหม่ ขณะเดียวกัน การเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ถูกคาดหวังว่าจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านอุปสงค์ทองคำจริงเกิดขึ้นจากอินเดีย ซึ่งเป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่อันดับสองของโลก โดยอินเดียได้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าทองคำและเงินจาก 6% เป็น 15% เพื่อปกป้องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ มาตรการนี้ไม่เพียงกดดันอุปสงค์ในระยะสั้น แต่ยังสร้างความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มระยะยาวของตลาดทองคำในประเทศเกิดใหม่
แรงหนุนจาก SPDR Gold Trust
แม้จะเผชิญข่าวลบหลายด้าน ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากนักลงทุนสถาบัน กองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก SPDR Gold Trust ได้เข้าซื้อสุทธิเป็นวันที่สามติดต่อกัน ปริมาณ 1.6 ตัน ส่งผลให้ยอดถือครองรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 1,040 ตัน
กระแสเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามาแม้ราคาปรับตัวลง สะท้อนว่าสถาบันการเงินยังคงมองทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะ stagflation และความไม่แน่นอนของสงครามสหรัฐ–อิหร่าน ความแตกต่างระหว่างแรงขายจากแรงกดดันดอกเบี้ย และแรงซื้อสะสมจากกองทุนขนาดใหญ่ กำลังสร้างภาวะ “sideway เชิงสะสม” บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนรอบใหญ่ในอนาคต
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
แหล่งที่มา: xStation5
ทองคำกำลังเข้าสู่ช่วงไซด์เวย์ โดยกรอบการเคลื่อนไหวเริ่มแคบลง สะท้อนแรงดึงดูดระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขายที่ยังไม่มีฝ่ายใดชัดเจน ภาวะนี้มักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเตรียมตัวสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอนาคต และการทะลุกรอบไซด์เวย์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางใหม่ของราคา
อย่างไรก็ตาม สัญญาณในปัจจุบันเริ่มเอนเอียงไปทางขาขึ้นมากขึ้น โดยราคาทองคำได้ทดสอบโซนแนวรับบริเวณ 4,660 ดอลลาร์หลายครั้งและถูกปฏิเสธแรงขายอย่างรวดเร็ว สะท้อนว่าฝั่งผู้ซื้อยังสามารถดูดซับแรงขายได้ดี
หากราคาสามารถทะลุโซน 4,730 ดอลลาร์ขึ้นไปได้พร้อมปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น จะถือเป็นสัญญาณยืนยันสำคัญว่าทองคำมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นในระยะสั้น
