Novo Nordisk ปรับเพิ่มแนวโน้มปี 2026 หลัง Wegovy หนุนการเติบโต หุ้นพุ่ง
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาธนาคารกลางส่วนใหญ่คงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัด
-
จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมติดตาม รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor
-
เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semร. และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความกังวลแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นอาจจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีกำลังอยู่ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติราว 4-5 หมื่นล้านบาท ทว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทจะขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเช่นกัน ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงกว่าช่วงปกติ
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้ 32.30-33.10 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนเมษายน ที่จะช่วยสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมาสักระยะหนึ่งได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น ในธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งได้ จากการเริ่มต้นปฏิบัติการ Project Freedom ของสหรัฐฯ ที่จะให้การคุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุด ที่ FED ได้ส่งสัญญาณระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น หรือมีการสื่อสารในลักษณะ Hawkish มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลการประชุม FOMC ล่าสุด มีลักษณะ Hawkish Hold
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจากการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยูโรโซน อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรป
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBA อาจเลือกขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 4.35% ขณะที่ BNM อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75% ตามเดิม ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
-
ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทยในเดือนเมษายน อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.25% ตามการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจไทย ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนเมษายน อนึ่ง สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่ยังคงสูงอยู่ ราว 4-5 หมื่นล้านบาท และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูงและยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่
