หุ้น BYD เพิ่มขึ้นหลังมีรายงานเรื่องความร่วมมือด้านแบตเตอรี่กับ Ford
จับตา ท่าทีของทางการญี่ปุ่น ต่อเงินเยนญี่ปุ่น อาจกระทบความผันผวนของตลาดการเงิน
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงหนัก แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า
- ควรระวังความผันผวนของตลาดการเงินที่อาจมาจากการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งต้องจับตา ท่าทีของทางการญี่ปุ่น หลังเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าต่อเนื่องในช่วงนี้
- เงินดอลลาร์เสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด หรือในกรณีที่ ทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณพร้อมดูแลค่าเงินเยนญี่ปุ่นที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงนี้ โดยเฉพาะช่วงหลังการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทได้ชะลอลง หลังเกิดธีม Yen Debasement กดดันให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกจะถือครองทองคำต่อ ขณะเดียวกันก็เทขายเงินเยนญี่ปุ่น หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ทว่า ควรระวังความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ตามการรับมือของทางการญี่ปุ่น เนื่องจากเงินบาทก็มีความอ่อนไหว (Sensitivity หรือ Beta) กับเงินเยนญี่ปุ่นอยู่ ทำให้ต้องระวังความเสี่ยงที่ หากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว ก็อาจหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทบ้าง ซึ่งจะมากน้อย เพียงใดจะขึ้นกับโฟลว์ธุกรรมเงินเยนของบรรดาผู้เล่นในตลาดด้วยเช่นกัน
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
31.20-31.60 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูล อย่าง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนตุลาคม ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนพฤศจิกายน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) ในเดือนธันวาคม ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะให้ความสำคัญกับรายงานข้อมูลการจ้างงานในดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคดังกล่าว เพื่อประกอบการประเมินภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ และแนวโน้มในระยะข้างหน้า ควบคู่กับรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) หลังเฟดยังคงให้ความสำคัญกับตลาดแรงงานสหรัฐฯ พอสมควร อีกทั้ง ภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก็มีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด มากกว่าปัจจัยอื่นๆ พอสมควร
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB พร้อมทั้ง รอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือนธันวาคม ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และข้อมูลตลาดแรงงานในเดือนพฤศจิกายน เป็นต้น ทางฝั่งจีน นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ ทว่า ทาง PBOC อาจเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย LPR ปรับตัวลดลงได้ในปี 2026 หากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้แย่กว่าคาด
- ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการส่งออก (Exports) ของไทยในเดือนพฤศจิกายน อาจขยายตัวราว +9%y/y ตามอานิสงส์ของการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามกระแสการลงทุนในธีม AI และความต้องการสินค้าในช่วงเทศกาล ส่วนยอดการนำเข้า (Imports) ขยายตัวราว +14% ส่งผลให้โดยรวมดุลการค้า (Trade Balance) อาจยังคงขาดดุลราว -1.3 พันล้านดอลลาร์
