OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
มติของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับค้ำร้อง ให้วินิจฉัยพฤติกรรมของคุณ ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ทำให้แรงกดดันต่อ SET INDEX ลดลงระดับ หนึ่ง อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูการพิจารณาของ กกต. ว่าจะยื่นคำร้อง ยุบพรรคร่วมรัฐบาล ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ซึ่งน่าจะเห็นเค้า รางชัดเจนขึ้นในช่วงเดือน ธ.ค.67 สำหรับภาพของ SET INDEX มองว่า กลับเข้าสู่ภาวะที่ขาดปริมาณการซื้อขายที่มาพอในการขับเคลื่อน ทั้งนี้ หากประเมินจากกลุ่มสถาบันในประเทศเห็นภาพของการ ROLLOVER กองทุนประหยัดภาษีโดยขาย LTF แล้วซื้อ THAILAND ESG FUND ซึ่ง แรงซื้อหุ้นกลับน่าจะน้อยกว่าแรงขายตามเหตุผลที่ได้อธิบายไว้ใน MARKET TALK 22 พ.ย.67 ส่วนนักลงทุนต่างชาติ สภาพแวดล้อมที่เงิน บาทอ่อนค่า,ระดับ TRAILING PER สูง คาดว่ายังไม่กลับมา ตลาดหุ้นไทย MARKET CAP 18 ล้านล้านบาท แต่ขาดแรงขับเคลื่อนจาก ปริมาณการซื้อขายที่มากพอ ทำให้ SET INDEX ผันผวน วันนี้กรอบ 1435-1450 จุด และช่วงท้ายก่อนตลาดปิด อาจมีความผันผวนจาก MSCI REBALANCE โดยปกติจะมีมูลค่าซื้อขายเข้ามาเพิ่ม 2 – 3 หมื่น ล้านบาท TOP PICK เลือก ADVICE, CPALLและ INTUCH
2 กลุ่มหุ้น ได้แรงหนุนจากปัจจับภายนอก ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นมาราว 3%MTD ทำให้WTI เร่งตัวขึ้นมาเกิน 71 เหรียญ ฯ/บาร์เรล และ BRENT ยืนเหนือ 75 เหรียญฯ/บาร์เรล ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยที่เข้ามาผลักมาจากความกังวลสงครามรัสเซีย-ยูเครน ร้อนแรงขึ้น หลังยูเครน ใช้ขีปนาวุธจากสหรัฐฯและอังกฤษ โจมตีไปรัสเซีย ทั้งนี้ หากความขัดแย้งขยายเป็นวง กว้าง อาจเสี่ยงกระทบมากขึ้นต่อการผลิตน้ำมัน หรือฝั่ง SUPPLY อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นที่ได้ประโยชน์ในยามราคาน้ำมันดิบขาขึ้น ได้แก่ กลุ่ม ผู้ประกอบการผลิตและสำรวจน้ำมันที่มีรายได้อิงกับราคาขายน้ำมัน คือ PTTEP, BCP ส่วนของธุรกิจโรงกลั่น คือTOP, IRPC, BCP, BSRC, SPRC รวมถึงหุ้นกลุ่ม กลุ่มโรงพยาบาล BDMS, BH
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าจับตา คือ การเดินหน้านโยบายของ TRUMP ในการเก็บภาษี นำเข้าสินค้าทั้งหมด 10% และเพิ่มภาษีสินค้าที่ผลิตจากจีน 60% โดย BLOOMBERG คาดจะเริ่มต้นขึ้นในช่วง 2H68 ขณะที่การตั้งรับของไทย เชื่อว่าจะช่วยหนุนให้ยอด FDI เร่งตัวขึ้นเฉกเช่นในอดีต หนุน ให้สัดส่วน FDI ต่อ GDP ในปี 2018 เพิ่มขึ้นเป็น 2.7% สูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย สะท้อนการหลีกหนีความเสี่ยง TRADE WAR ย้ายฐานการผลิตมาที่ไทยเพิ่มขึ้น โดย เมื่อตอนที่ TRUMP ได้เป็น ปธน. สมัยที่ 1 มีกลุ่มหุ้นที่ขึ้นได้ดี คือ
• หุ้นกลุ่มนิคมอย่าง AMATA +126%, ROJNA +56%, WHA +35%
• หุ้นกลุ่มเดินเรือที่ BDI +98% หุ้นกลุ่มเดินเรืออย่าง RCL +68%, PSL +28%
• หุ้นกลุ่มขนส่งอย่าง SJWD +55% WICE +43%
VALUATION SET ยังไม่น่าสนใจ แต่ระยะสั้นลุ้นดีดตัว หลัง การเมืองผ่อนคลายลง VALUATION SET ยังไม่น่าสนใจ ในหลายมุมมอง ขอเริ่มจาก TRAILING P/E (PRICE/TRAILING EPS) ของ SET INDEX ปัจจุบัน สูงเกิน 20 เท่า ซึ่งถือว่าสูงกว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคเกือบทุกตลาด อาทิ TRAILING P/E ตลาดหุ้นอินโดฯ 15.2 เท่า, เวียดนาม 13.4 เท่า, ฟิลิปปินส์ 12.8 เท่า และ ฮ่องกง 9.8 เท่า ขณะที่หากพิจารณา TRAILING EPS หรือ กำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังของ SET ต่ำอยู่ที่ 8.9 แสนล้านบาท เป็นการถูกกดดันจากกำไรงวด 4Q23 และ 3Q24 ที่ต่ำกว่าระดับปกติ กดดัน TRAILING EPS เหลือเพียง 72.5 บาท/หุ้น แทบจะต่ำสุดนับตั้งแต่ปีหลัง COVID-19
ขณะที่เม็ดเงินไหลเข้า THAIESG ในช่วงปลายปี คงหวังได้ยากขึ้น หลังข้อมูลเชิงสถิติ บ่งชี้ว่า ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา(เดือน 9 -10) NAV กองทุนหุ้นกับกองทุนตราสารหนี้ เพิ่มเท่าๆ กัน 1.6 พันล้านบาท ทั้งๆที่มูลค่า AUM ของกองหุ้นมีขนาดใหญ่กว่า กองทุนตราสารหนี้2-3 เท่า จึงทำให้ถ้า 2 เดือนท้าย เม็ดเงิน THAIESG เข้า 2 หมื่น ล้านบาท อาจแบ่งมาในตลาดหุ้น 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ประเด็นดังกล่าวจึงกดดันมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยของ SET ค่อยๆ ชะลอลง โดยมูลค่าซื้อ ขายเฉลี่ยของ SETเดือน พ.ย.67 อยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท น้อยกว่า 2 เดือนก่อนหน้า อย่างมีนัยฯ จึงทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนหุ้นรายตัวเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม วันศุกร์ที่ผ่านมาศาล รธน. มีมติไม่รับคำร้อง “ทักษิณ-เพื่อไทย” ล้ม ล้างการปกครอง จึงทำให้นักลงทุนผ่อนคลายความกังวล และหนุน SET INDEX ดีด ตัวขึ้นวันนั้นราว 6 จุดปิดที่ระดับ 1446.30 จุด ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นขนาดกลาง-ใหญ่ ลุ้นดีดตัวขึ้นช่วงสั้น จาก ปัจจัยพื้นฐานแกร่ง (EPS GROWTH 25F>10%) และราคาหุ้น LAGGARD SET(RETURN YTD
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
