จับตา ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และการประชุม FOMC ชี้ชะตา ทิศทางตลาดการเงิน

เผยแพร่ 04/11/2024 09:52
  • สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะแกว่งตัวในกรอบ ทว่า เงินบาทก็อ่อนค่าลงได้ ตามแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ และจังหวะย่อตัวลงของราคาทองคำ 
  • ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ รวมถึง ผลการประชุม FOMC ของเฟด และ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
  • ทิศทางเงินดอลลาร์ จะขึ้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อบ้าง ในกรณีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง แต่อาจอ่อนค่าลงได้พอสมควร หาก กมลา แฮร์ริส คว้าชัยชนะ ตามการ Unwind Trump Trades ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหวไปตามมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลักด้วยเช่นกัน โดยต้องรอลุ้นทั้งผลการประชุม BOE และ FOMC ของเฟด ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงจากช่วงก่อนหน้า และทิศทางจะขึ้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ อนึ่ง เงินบาทก็อาจพอได้แรงหนุน หากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ และนอกเหนือจากทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำ ควรจับตาทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทได้เช่นกัน 
  • มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
    33.30-34.50
    บาท/ดอลลาร์

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ฝั่งสหรัฐฯไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ซึ่งผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ อย่างเร็วสุดในช่วงสาย-บ่าย ของวันที่ 6 พฤศจิกายน ตามเวลาประเทศไทย โดยผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอสมควร เนื่องจากในช่วงก่อนหน้า ผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า โดนัลด์ ทรัมป์ อาจคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมกับการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสของพรรครีพับลิกัน (Republican Trifecta) ทำให้ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยเพิ่มสถานะการถือครองสินทรัพย์ให้สอดคล้องกับธีม Trump Trades เช่น Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) ซึ่งหากผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ผิดไปจากที่ตลาดคาดหวังไว้ ก็อาจกดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้พอสมควร ตามการปรับลดสถานะถือครองสินทรัพย์ในธีม Trump Trades (Unwinding Trump Trades) นอกจากนี้ อีกไฮไลท์สำคัญ คือ ผลการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ซึ่งเรามองว่า แนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงต่อเนื่อง กอปรกับทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่จะทยอยเข้าสู่เป้าหมายของเฟด จะทำให้ เฟดสามารถทยอยลดดอกเบี้ย -25bps สู่ระดับ 4.50%-4.75% ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาการส่งสัญญาณของเฟดต่อแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต ซึ่งผู้เล่นในตลาดเริ่มประเมินว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot เดือนกันยายน ราว 1 ครั้ง หรือ 25bps และนอกเหนือจาก ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ และผลการประชุม FOMC ของเฟด ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้เช่นกัน  
  • ฝั่งยุโรปเราประเมินว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยนโยบายลง -25bps สู่ระดับ 4.75% พร้อมส่งสัญญาณทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องได้ หลังอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องเข้าใกล้เป้าหมายของ BOE อีกทั้งภาพรวมเศรษฐกิจก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเช่นกัน และนอกเหนือจากผลการประชุม BOE ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB 
  • ฝั่งเอเชียผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) โดยบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างประเมินว่า RBA อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% จนกว่า RBA จะมั่นใจว่าอัตราเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องกลับสู่เป้าหมาย 2%-3% ของ RBA ได้ ส่วน BNM อาจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.00% เช่นกัน เนื่องจาก BNM อาจยังคงประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันนั้น คือ ระดับที่เป็นกลาง (Neutral Policy Rate) และยังคงเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจของมาเลเซีย ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Labor Cash Earnings) ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เนื่องจากอัตราการเติบโตของค่าจ้างระดับ +3%y/y อาจช่วยหนุนให้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นอยู่แถวแถวเป้าหมาย 2% ได้ และในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานยอดการส่งออกและนำเข้าในเดือนตุลาคม โดยยอดการส่งออกอาจขยายตัวราว +2.6%y/y ทว่ายอดการนำเข้าอาจหดตัวถึง -4.3% สะท้อนว่าความต้องการในประเทศยังคงซบเซาอยู่ แต่อาจทยอยปรับตัวดีขึ้น หลังทางการจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา 
  • ฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนตุลาคม ที่อาจกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1%-3% ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ หลังนักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยขายสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแรงขายสินทรัพย์ไทยดังกล่าวก็มีส่วนกดดันค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย