ราคา Bitcoin วันนี้: อ่อนแอที่ $75k หลังทําจุดต่ําสุดในรอบ 15 เดือน
ช่วงเวลาการปรับฐานของ SET INDEX น่าจะใกล้จบ โดยแรงหนุนกลับ เป็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และการกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดกรอบ 1350 – 1365 จุด หุ้น TOP PICK วันนี้เลือก BH, INTUCH และ OSP
WORLD OF TECHNICAL
29 ส.ค. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า แต่ยอดหดตัวเหลือ +968 ลบ. ขณะที่ยอด 1-29 ส.ค. ขายสุทธิสะสม 2,780 ลบ. และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิสะสม 1,412 ลบ.
วันนี้ประเมินแรง Take Profit ชัดขึ้น ผลพวงจาก MSCI ปรับหุ้นเข้าออกรอบใหม่ ซึ่ง AWC EA GPSC IVL หลุด และ BJC KAMART TLI เข้า Small Cap มีผลราคาปิดวันนี้ ฉะนั้นจะกดดัน SET INDEX คลายตัวจากภาวะ Overbought ต่อเนื่องจากการติดแนว เส้นค่าเฉลี่ย 200 วันช่วง 1370-1373 จุด วางแนวรับวันนี้ 1347-1350 จุด กรอบทั้งวัน 1347-1365จุด
สัปดาห์หน้า คาดว่าจะดีขึ้น ภาพรวม SET INDEX สัปดาห์นี้มีการปรับฐานตามคาด แต่ก็ไม่รุนแรง ประเมินจากปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐานคาดว่าสัปดาห์หน้า จะมีแนวโน้มที่ ดีขึ้น เริ่มจากการจัดตั้งรัฐบาลเชื่อว่าจะเห็นโผ ครม. ชัดเจนขึ้น และอยู่ใน ภาวะที่พร้อมนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งหากเป็นไปตามคาดกำหนดการเริ่ม ปฎิบัติหน้าที่ของรัฐบาลก็จะเริ่มได้ราวสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ก.ย.67 และ หลังจากนั้นก็หวังว่าจะเห็นการ KICK OFF โครงการ DIGITAL WALLET ในเฟสที่ 1 ซึ่ง ณ จุดเวลาดังกล่าวเชื่อว่า SET INDEX น่าจะผ่านระดับ 1370 จุดขึ้นไปได้ไม่ยาก ส่วนปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจไทย มี สัญญาณบวกต่อเนื่องหลังจากที่รายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศที่ ดีกว่าคาด และล่าสุด BLOOMBERG คาดความน่าจะเป็นที่จะเกิด RECESSION ของบ้านเราลดลงจาก 18% เหลือ 13% ช่วงเวลาการปรับฐานของ SET INDEX น่าจะใกล้จบ โดยแรงหนุนกลับเป็น เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และการกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดกรอบ 1350 –1365 จุด หุ้น TOP PICK วันนี้เลือก BH, INTUCH และ OSP
ความกังวล RECESSION ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่ม TIP วานนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯออกมาดีกว่าคาด ทั้งตัวเลขประมาณการ GDP GROWTH งวด 2Q67 +3.0%QOQ ดีกว่าคาดที่ระดับ +2.8%QOQ โดยได้แรงหนุน จากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน และ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการ ว่างงานครั้งแรก(INITIAL JOBLESS CLAIM) ที่ออกมาลดลง 2,000 ราย สู่ระดับ 231,000 ราย จากสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าคาดที่ระดับ 232,000 ราย ประเด็น ดังกล่าวทำให้คลายความกังวลการเกิด RECESSION ในสหรัฐฯไปได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ผลการสำรวจของ BLOOMBERG เผยโอกาสเกิดเศรษฐกิจ RECESSION ใน อีก 1 ปีข้างหน้า ของสหรัฐฯ ยังคงทรงตัวอยู่แค่ระดับ 30%(เท่าเดิมจากช่วงต้นเดือน ส.ค.67) ส่วนผลสำรวจกลุ่ม TIP มีโอกาสเกิด RECESSION ต่ำ อาทิ ฟิลิปปินส์ 9%, อินโดฯ 0.5% และไทย ผลสำรวจคาดโอกาสเกิด RECESSION ลดลงจาก 18% เหลือ 13% ทำให้ความกังวลเรื่อง RECESSION ผ่อนคลายลงไปตามลำดับ และตลาดหุ้น น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป
อีก 1 ปัจจัยภายนอกประเทศ คือ วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT / WTI ปรับตัวขึ้น 1.6% และ 1.9% ตามลำดับ โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มอุปทานน้ำมันในตลาดโลกตึง ตัว หลังจากลิเบียได้ระงับการผลิตน้ำมันมากกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อวานนี้ และระงับการ ส่งออกน้ำมันที่ท่าเรือหลายแห่ง(ภาวะปกติลิเบียผลิตน้ำมันประมาณ 700,000 บาร์เรล/วัน) บวกกับอิรักวางแผนที่จะลดกำลังการผลิตน้ำมันในเดือน ก.ย.67 ลงเหลือ 3.85 –3.9 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผลิตน้ำมันราว 4.25 ล้านบาร์เรล/วัน ฝ่าย
ิจัยฯคาดหนุนให้ทิศทางราคาน้ำมันจะยังทรงตัวได้ในระดับสูงต่อเนื่อง และเป็นตัว ช่วยพยุง SET INDEX ให้ผันผวนน้อยลงในวันนี้ โดยหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่น่าสะสม คือ PTT (BK:PTT) PTTEP TOP SPRC BCP SUSCO เป็นต้น สรุป ปัจจัยภายนอกทั้งคลายความกังวลการเกิด RECESSION ในสหรัฐฯ และราคา น้ำมันดิบยังปรับตัวขึ้นต่อ หนุนให้ SET เดินหน้าสู่ตลาดกระทิง หรือ ผันผวนน้อยกว่า ตลาดฯได้ โดยวันนี้มองกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ระดับ 1350-1365 จุด
ท่องเที่ยว + CONSUMTION โจทย์ท้าทายผลักเศรษฐกิจไทย เป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปี 2567 คาดหวังจะอยู่ที่ 2.6% -3.0% ขณะที่ช่วง 2H67 น่าจะเห็นการขยายตัวแบบขั้นบันได สำหรับหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุน เศรษฐไทยกิจคือ “ภาคการท่องเที่ยว” โดยช่วงที่ผ่านมา 8M67(1 ม.ค. –25 ส.ค. 67) ทำผลงานได้ค่อนข้างดีในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 23.1 ล้านคน สร้าง รายได้ราว 1.08 ล้านล้านบาท ทั้งนี้โค้งสุดท้ายของปีนี้ที่เหลืออีก 4 เดือน (ก.ย. –ธ.ค. 67) เชื่อว่ารัฐบาลจะเร่งเครื่องดึดดูดนักท่องเที่ยวเข้าไทย เพื่อให้เป้าทั้งปีแตะ 36.7 ล้าน คน และรายได้ต่างประเทศ 2.3 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังมี “ภาคการบริโภค” คาดหวังว่าจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงปลาย 3Q67 – 4Q67 หากโครงการ DIGITAL WALLET เริ่มแจกเงิน 10,000 บาท ภายใน เดือน ก.ย. ขณะที่ รักษาการ รมช.คลัง เผยว่ามีโอกาสให้กลุ่มเปราะบางก่อนเป็นลำดับ แรก ซึ่งมีจำนวนราว 14 – 15 ล้านคน ใช้วงเงินราว 14.5 ล้านบาท (อาจแบ่งเป็นงบฯ เพิ่มเติม ปี 2567 : 1.22 แสนล้านบาท และงบกลาง2 หมื่นกว่าล้านบาท) ทั้งนี้หากกลุ่มเปราะบางมีรายได้เพิ่มขึ้น น่าจะทำให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจากสถิติของรัฐบาลเผย ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 7,100 บาท/เดือน (QUINTILE 1) เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น 10,000 บาท จะทำให้การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค เพิ่มขึ้น 8,000(MPC = 0.8)
สรุป ภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริโภค ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจ ไทยในช่วง 2H67 ขยายตัวได้ต่อเนื่อง คาดหวังรัฐบาลเร่งดำเนินโยบายต่างๆ เพื่อให้ เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามเป้าหมาย
SET อาจผันผวนสั้นๆ จาก MSCI REBALANCE วันนี้(30 ส.ค. 67) SET INDEX มีโอกาสผันผวนสูง เพราะ MSCI REBALANCE ดัชนี วันนี้ ทำให้กองทุนต่างประเทศประเภท PASSIVE FUND จะปรับน้ำหนักตาม สอดคล้องกับข้อมูลในอดีตในปีนี้ วันที่ MSCI REBALANCE 2 รอบที่ผ่านมา SET INDEX ปรับตัวลง -0.43% ถึง -0.82% และจะผันผวนมากในช่วงท้ายตลาด รวทถึง มูลค่าซื้อขายจะกระโดดขึ้นสูงกว่าปกติในวันเดียวเกิน 7 หมื่นล้านบาท
และหากลงรายละเอียดเป็นรายหุ้น พบว่า ปกติหุ้นที่หลุดดัชนี MSCI มักจะปรับตัวลง ตั้งแต่วันประกาศจนถึงวันมีผลบังคับใช้ แล้วค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นหลังจากนั้น
แต่ในรอบล่าสุดที่ MSCI ปรับน้ำหนักหุ้นไทย ตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. - ปัจจุบัน กลับเห็น FUND FLOW จากส่วนอื่นๆ หรือจาก ACTIVE FUND เข้ามาช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยให้ ปรับตัวขึ้น 4.65% รวมถึงหุ้นที่ออกดัชนี MSCI GLOBAL STANDARD รอบนี้ยังมี บางตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาด อาทิ EA +57%, AWC +9%, IVL +8%
ทำให้เชื่อว่า ความผันผวนจากการปรับพอร์ตตามดัชนี MSCI ในวันนี้ อาจจะกดดัน ตลาดย่อตัวสั้นๆ และหลังจากนี้ FUND FLOW มีโอกาสไหลเข้าต่อ และรอบถัดไป MSCI ก็มีโอกาสเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยได้
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
