ราคา Bitcoin วันนี้: ลดลงที่ $76k หลังจากแตะระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือนจากการเทขายครั้งใหญ่
Politics / CCI / ITC
• Politics: สําหรับปัจจัยวันนี้แน่นอนคงต้องติดตามผลการอ่านคําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญต่อคดียุบพรรคก้าวไกล ซึ่งไม่ว่าผมจะออกมาเช่นใด อาจทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีความเคลื่อนไหวผันผวนเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น แต่หลังจากนั้นตลาดน่าจะหันไปโฟกัส Implication อื่นแทน อย่างเช่น การจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ การย้ายพรรคของสส. ซึ่งอาจจะยังไม่มี ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยทันทีทันใด เมื่อเทียบกับการพิจารณากรณี คุณสมบัติท่านนายกฯที่รออยู่ในสัปดาห์หน้า ส่วนปัจจัยที่อาจต้องติดตาม ระยะยาวได้แก่ ความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการป.ป.ช.จะลงดาบเรื่อง จริยธรรมร้ายแรงต่อ 44 สส.ที่ร่วมกันเข้าชื่อเสนอขอแก้ไข ม.112 โดยมี สส. 30 คนที่ ณ ขณะนี้ยังมีสถานะอยู่ในสภาฯ ซึ่งหากถูกวินิจฉัยผิด อาจถึงขั้นหมดสิทธิมีตาแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต จํากัด) ตั้งแต่วันนี้จนถึงสัปดาห์หน้า
• Strategy: แม้เราจะไม่ได้กังวลอิทธิพลจากปัจจัยต่างประเทศที่จะส่งผล ต่อหุ้นไทยมากนัก (ส่วนหนึ่งจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ยู่ในระดับ แต่ด้วยความเข้มข้นของปัจจัยการเมืองในประเทศที่จะเริ่มเข้ามา ทําให้เราประเมินว่าอาจเป็นปัจจัยที่จะสร้าง ความอ่อนไหวต่อนักลงทุนภายในประเทศเป็นสําคัญได้ ด้วยเหตุนี้ แนะนํา นักลงทุนที่สะสมหุ้นไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ถือครองหุ้นในส่วนเดิม และอยู่ในโหมด Wait & See ไปก่อน (แม้ระหว่างทางตรงนี้ ดัชนี SET อาจลงไปแตะหรือหลุดระดับแนวรับสําคัญของเราเดือนนี้ที่ 1270 จุดก็ ตาม) มองว่าเพื่อความปลอดภัย สามารถที่จะรอจนกว่าปัจจัยการเมืองจะมี ความชัดเจนมากกว่านี้ โดยเฉพาะประเด็นคุณสมบัตินายกฯที่อาจส่งผล กระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง การสานต่อทางด้านนโยบายรัฐ และ ประมาณการเศรษฐกิจไทยได้ ทั้งนี้ สัญญาณที่ไม่สู้ดีอันหนึ่งที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่เข้าสู่เดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/24 ได้แก่ ประมาณการก่าไรของบจ.ไทยที่ถูกปรับลดลงสู่จุดต่ําสุดใหม่ อีกครั้ง (รูปที่ 1)
• CCI: ม.หอการค้าไทยเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.ที่ระดับ 57.7 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และถือเป็นระดับต่าสุดในรอบ 11 เดือน สาเหตุสําคัญจากความไม่แน่นอนทางปัจจัยการเมือง ซึ่งจะมีการพิจารณา คดีสําคัญเริ่มตั้งแต่วันนี้ จนผู้บริโภคเริ่มกังวลกับความเสี่ยงทางด้าน เสถียรภาพ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการสานต่อทางด้านนโยบาย เศรษฐกิจต่างๆ ประกอบกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นโดยเฉพาะน้ํามันเบนซิน
• Our take: สอดคล้องกับมุมมองของเราเช่นเดิมว่าการบริโภคภาคเอกชน ในช่วงไตรมาส 3 น่าจะยังคงมีทิศทางอ่อนแอต่อไป จากการขาดแรง กระตุ้นของปัจจัยด้านนโยบาย และการชะลอการจับจ่ายเพื่อรอรับมาตรการ Digital Wallet ในช่วงไตรมาส 4 ไม่นับรวมกับอุปสรรคเดิมๆอย่าง ภาวะหนี้ ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่สูงขึ้น เรายังคงแนะน่า 'Underweight สําหรับกลุ่มค้าปลีกต่อไป แต่หากต้องเลือก Selective ยังคงเน้นไปที่กลุ่ม Consumer staple ที่ปลอดภัยกว่า และมี SSSG แข็งแกร่งกว่าเป็นสําคัญ อาทิ CPALL (BK:CPALL) และ CPAXT โดยหุ้นทั้งสองมีราคาเป้าหมายของเราอยู่ที่ 75.4 บาทและ 38.0 บาทตามล่าดับ
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities
