ราคา Bitcoin วันนี้: อ่อนแอที่ $75k หลังทําจุดต่ําสุดในรอบ 15 เดือน
Economic Highlight
ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ และจีน พร้อมจับตาประเด็นการเมืองในประเทศไทย
**ราคาทองคำ = Spot Gold price (XAUUSD)
FX Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ชะลอลงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มคาดหวังว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้งในปีนี้ (โอกาส 51%)
- เรามองว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์อาจชะลอลงบ้าง โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ไม่ว่าเป็น ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจโดยบรรดาเฟดสาขาต่างๆ (Fed Beige Book) อาจไม่ได้ช่วยให้ตลาดมั่นใจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจหรือรายงาน Fed Beige Book สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลงมากขึ้น
- ทว่า ปัจจัยที่อาจมีผลกับเงินดอลลาร์ได้พอสมควร คือ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะมีรายงานผลประกอบการของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่สำคัญ อย่าง ASML, TSMC โดยเราประเมินว่า รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวจะส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้พอสมควร ซึ่งหากตลาดกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อาจหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น
- นอกจากนี้ หากผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) สะท้อนภาพ ECB อาจลดดอกเบี้ยลงต่อเนื่องได้ชัดเจน หรือ แม้กระทั่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจอังกฤษออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจกดดันให้เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ผันผวนอ่อนค่าลง
- อีกปัจจัยที่อาจกระทบทิศทางเงินบาทได้ คือ แนวโน้มเงินหยวนจีน (CNY) ซึ่งจะมี ไฮไลท์สำคัญที่ต้องติดตาม คือ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีน ทั้งอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่สอง และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อย่าง ยอดค้าปลีก พร้อมกันนั้นผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจกับ การประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 ครั้งที่ 3 (Third Plenum)
- ควรระวังความผันผวนจากเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังจากที่ค่าเงินเยนได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ผ่านมา และในสัปดาห์นี้ ตลาดก็จะรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่อาจสะท้อนแนวโน้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้
- ส่วนปัจจัยในประเทศ เรามองว่า ประเด็นการเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ อาจทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติยังไม่กลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยมากนัก อีกทั้ง การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย พร้อมกับการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ไทย ก็อาจเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองสินทรัพย์ไทยได้เช่นกัน
- เรามองว่า ยังคงต้องติดตามโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งทองคำและน้ำมันดิบ ที่อาจมีผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควรในช่วงนี้
- สัญญาณจาก RSI, MACD และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทยังคงอยู่แต่อาจเริ่มชะลอลงบ้าง (จากสัญญาณ Stochastic) ซึ่งภาพดังกล่าวใกล้เคียงกับสัญญาณจาก Time Frame H1 และ H4
- สำหรับ Time Frame H4 อาจเกิดสัญญาณ RSI Bullish Divergence ขึ้นได้ ส่วน Stochastic ก็สะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทอาจชะลอลง
- เรามองว่า เงินบาทอาจยังติดแถวแนวรับ 36.05-36.10 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน) โดยจะมีโซน 35.90 บาทต่อดอลลาร์ เป็นแนวรับถัดไป ส่วนโซนแนวต้านแรกจะอยู่แถว 36.40 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน) และมีแนวต้านสำคัญแถว 36.50 บาทต่อดอลลาร์
Gold Highlight
- ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้ง ตามการปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้งในปีนี้
- โมเมนตัมขาขึ้นของราคาทองคำอาจอ่อนกำลังลงบ้าง เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ทำให้การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด
- นอกจากนี้ ยังคงต้องระวังความผันผวนจากเหตุลอบยิงผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์
- โดยในกรณีที่ เหตุการณ์ดังกล่าวได้เพิ่มคะแนนความนิยมให้กับโดนัลด์ ทรัมป์ จนผู้เล่นในตลาดกังวลว่า โดนัลด์ ทรัมป์อาจชนะการเลือกตั้งอีกสมัย ก็อาจกดดันราคาทองคำได้ ผ่านการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว จากความกังวลผลกระทบนโยบายเศรษฐกิจของโดนัลด์ ทรัมป์
- นอกจากนี้ ควรระวังแรงขายทำกำไรทองคำ หากบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ในกรณีที่ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาสดใส
- เราคงมองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มราคาทองคำและต่างก็รอจังหวะที่ราคาทองคำย่อตัวลงในการทยอยเข้าซื้อ ทั้งนี้ หากราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ราว 20-30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็อาจเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรทองคำออกมาบ้าง
- ในเชิงเทคนิคัล สัญญาณจาก RSI, Stochastic และ MACD Time Frame รายวัน ยังคงสะท้อนว่า โมเมนตัมการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำยังอยู่ แต่อาจอ่อนกำลังลงบ้าง
- ส่วนในภาพTime Frame H4 และ H1 เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอลงของโมเมนตัมขาขึ้นที่ชัดเจนขึ้น และอาจเกิดภาพ RSI Bearish Divergence ไปแล้ว ทำให้เราประเมินว่า ราคาทองคำอาจแกว่งตัวในกรอบ sideways
- โดยเรามองว่า ราคาทองคำอาจมีแนวรับแถว 2,360-2,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 2,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และโซน 2,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์
