ตลาดหุ้นเอเชียและตลาดหุ้นยุโรปในวันนี้ยังคงอยู่ในแดนบวกอย่างต่อเนื่อง

เผยแพร่ 12/09/2022 16:54

ตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้เปิดบวกตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นยุโรปที่ปิดพุ่งขึ้นในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันศุกร์ (9 ก.ย.) และปรับตัวขึ้นในรอบสัปดาห์นี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนได้พากันเข้าซื้อหุ้น โดยมองข้ามความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และดูเหมือนว่านักลงทุนได้ปรับตัวรับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมเดือนนี้

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 32,151.71 จุด เพิ่มขึ้น 377.19 จุด หรือ +1.19%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,067.36 จุด เพิ่มขึ้น 61.18 จุด หรือ +1.53% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 12,112.31 จุด เพิ่มขึ้น 250.18 จุด หรือ +2.11%

ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์บวก 2.7%, ดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 3.6% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น 4.1%

การฟื้นตัวของตลาดหุ้นนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ เป็นผลมาจากแรงซื้อคืน หลังจากตลาดถูกเทขายมากเกินไปจากความวิตกเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในระดับสูงของสหรัฐ, การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเชิงรุกของเฟด ตลอดจนสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรปและจีน

นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ ตลาดได้ปรับตัวรับความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟดที่สนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการที่ธนาคารกลางยุโรปและแคนาดาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากถึง 0.75% ในสัปดาห์นี้

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 90% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ เพิ่มขึ้นจากระดับ 57% ในสัปดาห์ก่อน

นักลงทุนจะรอการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในวันอังคารหน้า (13 ก.ย.) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ว่า ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐชะลอตัวลงหรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI อาจเพิ่มขึ้นแตะ 8.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงเมื่อเทียบกับ 8.5% ในเดือนก.ค.

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น โดยกลุ่มบริการด้านการสื่อสาร, กลุ่มเทคโนโลยี, กลุ่มพลังงาน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยนำตลาดปรับตัวขึ้น

หุ้นรายตัวที่ปรับตัวขึ้น อาทิ หุ้นโครเกอร์ (Kroger) บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ พุ่งขึ้น 7.4% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการทั้งปี และหุ้นทาเพสทรี (Tapestry) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตกระเป๋าถือหรูหรา พุ่งขึ้น 2.7% หลังบริษัทคาดว่ารายได้ภายในปีงบการเงิน 2568 จะแตะ 8 พันล้านดอลลาร์

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่เปิดเผยในวันศุกร์ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน แต่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.8% หลังจากดีดตัวขึ้น 1.8% ในเดือนมิ.ย. และเมื่อเทียบรายปี สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งพุ่งขึ้น 25.1% ในเดือนก.ค. และยอดขายในภาคค้าส่งลดลง 1.4% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนมิ.ย.

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกในวันศุกร์ (9 ก.ย.) และปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์แรกในรอบ 4 สัปดาห์ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพุ่งขึ้นจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ขณะที่หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ได้แรงหนุนจากราคาโลหะที่พุ่งขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 420.37 จุด เพิ่มขึ้น 6.28 จุด หรือ +1.52%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,212.33 จุด เพิ่มขึ้น 86.43 จุด หรือ +1.41%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,088.21 จุด เพิ่มขึ้น 183.89 จุด หรือ +1.43% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,351.07 จุด เพิ่มขึ้น 89.01 จุด หรือ +1.23%

ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารยูโรโซนซึ่งพุ่งขึ้น 3.2% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในรอบเกือบ 2 เดือน หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในวันพฤหัสบดีและให้คำมั่นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยตลาดคาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ในเดือนธ.ค.

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ พุ่งขึ้น 3.0% เนื่องจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า และมาตรการใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ได้หนุนราคาโลหะอุตสาหกรรมและสินแร่เหล็ก

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนี STOXX 600 ปิดบวก 1.1% ในสัปดาห์นี้ นักลงทุนกลับไม่แน่ใจว่าตลาดจะทะยานขึ้นได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากรัสเซียยังคงปิดท่อส่งก๊าซให้กับยุโรปอย่างไม่มีกำหนดท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพสูงในยุโรป

หุ้นเทเลคอม อิตาเลีย พุ่งขึ้น 2.8% หลังแหล่งข่าวเปิดเผยว่า บริษัทใกล้ที่จะเริ่มกระบวนการขายหุ้นส่วนน้อยในธุรกิจบริการองค์กร

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (9 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่ หลังการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนในสัปดาห์นี้ท่ามกลางสถานการณ์สำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในอังกฤษ ซึ่งได้แก่การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,351.07 จุด เพิ่มขึ้น 89.01 จุด หรือ +1.23%

หุ้นกลุ่มโลหะอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ พุ่งขึ้น 3.6% และปรับตัวขึ้นมากที่สุดในสัปดาห์นี้ หลังราคาทองแดงและสินแร่เหล็กพุ่งขึ้นโดยได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่

หุ้นบีพีและหุ้นเชลล์ ปรับตัวขึ้น 1.7% และ 1.3% ตามลำดับ หลังราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้น 3% จากความวิตกเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่ตึงตัว

หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ปรับตัวขึ้น 0.9% โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทั้งในยุโรปและสหรัฐ

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประกาศเลื่อนการประชุมกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า หลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

BoE จะเลื่อนการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนก.ย. จากเดิมที่มีกำหนดในวันที่ 15 ก.ย. ออกไปเป็นวันที่ 22 ก.ย. เพื่อไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของควีนเอลิซาเบธ

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (9 ก.ย.) และแตะระดับต่ำสุดในรอบมากกว่า 1 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดอลลาร์พุ่งขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ ขณะที่นักลงทุนจะจับตาการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐในสัปดาห์หน้าเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับอัตราการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.64% แตะที่ระดับ 109.0030

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 142.68 เยน จากระดับ 144.01 เยน, อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9607 ฟรังก์ จากระดับ 0.9716 ฟรังก์ และดอลลาร์สหรัฐยังอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.3032 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3095 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.0045 ดอลลาร์ จากระดับ 0.9994 ดอลลาร์, เงินปอนด์แข็งค่าแตะที่ระดับ1.1589 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1500 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าแตะระดับ 0.6842 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6748 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ โดยถูกกดดันจากการแข็งค่าของยูโรและเยน

ยูโรได้ปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมในวันพฤหัสบดี (8 ก.ย.) พร้อมกับส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยระบุว่า "อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงเกินไป และมีแนวโน้มอยู่สูงกว่าเป้าหมายของ ECB เป็นระยะเวลาหนึ่ง"

ส่วนเยนแข็งค่าขึ้น โดยได้ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเยน โดยนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการ BOJ กล่าวในวันศุกร์ (9 ก.ย.) ว่า สกุลเงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงนี้ไม่เป็นผลดีต่อบริษัทญี่ปุ่น

ถ้อยแถลงของนายคุโรดะมีขึ้นหลังประชุมกับนายฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น หลังจากเยนทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปีเทียบกับดอลลาร์ก่อนหน้านี้

ตลาดจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐในวันที่ 13 ก.ย. โดยข้อมูลดังกล่าวจะบ่งชี้ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 90% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ในการประชุมเดือนนี้ เพิ่มขึ้นจากระดับ 57% ในสัปดาห์ก่อน

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (9 ก.ย.) หลังได้แรงหนุนจากการที่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และยูโรแข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ ความวิตกเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยได้หนุนแรงซื้อสัญญาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยด้วย

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 8.4 ดอลลาร์ หรือ 0.49% ปิดที่ 1,728.6 ดอลลาร์/ออนซ์ และปรับตัวขึ้นเกือบ 0.4% ในรอบสัปดาห์นี้

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 32.5 เซนต์ หรือ 1.76% ปิดที่ 18.767 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 10.5 ดอลลาร์ หรือ 1.21% ปิดที่ 876.9 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 30.60 ดอลลาร์ หรือ 1.4% ปิดที่ 2,177.60 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาทองคำได้รับแรงซื้อหลังจากที่ดอลลาร์ร่วงลง โดยการอ่อนค่าของดอลลาร์จะเพิ่มความน่าดึงดูดของสัญญาทองคำ เนื่องจากทำให้สัญญาทองมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่นๆ

ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ร่วงลง 0.64% สู่ระดับ 109.0030 ในวันศุกร์

นักวิเคราะห์ตลาดทองคำคาดว่า แนวโน้มที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย และการทำสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครนนั้น จะยังคงเป็นแรงหนุนราคาสัญญาทองคำที่เหนือระดับ 1,700 ดอลลาร์

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันศุกร์ (9 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากความวิตกเกี่ยวกับอุปทานน้ำมัน และการร่วงลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ช่วยหนุนสัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน แต่ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวลงในรอบสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. พุ่งขึ้น 3.25 ดอลลาร์ หรือ 3.9% ปิดที่ 86.79 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ยังคงปรับตัวลง 0.1% ในรอบสัปดาห์นี้

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 3.69 ดอลลาร์ หรือ 4.1% ปิดที่ 92.84 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ยังคงลดลง 0.2% ในรอบสัปดาห์นี้

สัญญาน้ำมันดิบได้แรงหนุนจากความวิตกเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยมีแนวโน้มที่ปริมาณน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียจะหายไปจากตลาด หลังรัสเซียขู่ที่จะยกเลิกสัญญาที่ทำไว้หากกลุ่มประเทศ G7 เดินหน้ากำหนดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซีย

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวว่า รัสเซียจะระงับการจัดส่งพลังงานโดยสิ้นเชิงให้กับชาติตะวันตก หากมีการใช้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซีย

"เราจะยกเลิกสัญญาที่ทำไว้กับชาติตะวันตก และเราจะยุติการจัดส่งพลังงานโดยสิ้นเชิง หากมีการใช้มาตรการที่ขัดต่อผลประโยชน์ของเรา โดยเราจะไม่ส่งก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน หรือพลังงานใดๆ" ปธน.ปูตินกล่าวในการประชุมเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Forum) ที่เมืองวลาดิวอสต็อก ประเทศรัสเซีย

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐมนตรีคลังของประเทศกลุ่ม G7 เห็นพ้องที่จะใช้มาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซีย โดยมีเป้าหมายที่จะบั่นทอนฐานะทางการคลังของรัสเซีย เพื่อไม่ให้รัสเซียนำรายได้ไปสนับสนุนการทำสงครามกับยูเครน โดยมาตรการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดิบรัสเซียจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 ธ.ค. 2565 และจะบังคับใช้กับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในวันที่ 5 ก.พ. 2566

ดอลลาร์ที่ร่วงลงในวันศุกร์หลังทะยานขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นแรงหนุนสัญญาน้ำมันดิบด้วย โดยดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ร่วงลง 0.64% สู่ระดับ 109.0030

การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ส่งผลให้สัญญาน้ำมันดิบซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาถูกลงและน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นๆ

นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังพุ่งขึ้นโดยไม่สนใจข้อมูลสต็อกน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นในสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (8 ก.ย.) ว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้น 8.8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์ซึ่งได้รับการสำรวจโดยเอสแอนด์พี โกลบอล คอมโมดิตี อินไซต์คาดไว้ว่า อาจลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวลงในรอบสัปดาห์นี้ เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับความต้องการใช้น้ำมันยังคงเป็นปัจจัยถ่วงราคาลง

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันศุกร์ ขณะเดียวกันก็จับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐ

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 28,483.59 จุด เพิ่มขึ้น 268.84 จุด หรือ +0.95%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนได้พากันเข้าซื้อหุ้น โดยมองข้ามความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นักลงทุนได้ปรับตัวรับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมเดือนนี้

ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนปิดทำการวันนี้ เนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดทำการเช่นเดียวกัน เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐในวันอังคารที่ 13 ก.ย.นี้ โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในการบ่งชี้ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI อาจเพิ่มขึ้นแตะ 8.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงเมื่อเทียบกับระดับ 8.5% ในเดือนก.ค.

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดบวกในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากตลาดหุ้นสหรัฐที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันศุกร์

ทั้งนี้ ดัชนีนิกเกอิเปิดที่ระดับ 28,483.59 จุด เพิ่มขึ้น 268.84 จุด หรือ +0.95%

หุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้านี้นำโดยหุ้นกลุ่มขนส่งทางอากาศ, กลุ่มขนส่งทางบก และกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับงานชั่งตวงวัด

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนได้พากันเข้าซื้อหุ้น โดยมองข้ามความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นักลงทุนได้ปรับตัวรับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมเดือนนี้

ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าบวกในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่าตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐจะชะลอตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันศุกร์

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ 28,528.90 จุด พุ่งขึ้น 314.15 จุด หรือ +1.11%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 300 จุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนได้พากันเข้าซื้อหุ้น โดยมองข้ามความวิตกเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ นอกจากนี้ นักลงทุนได้ปรับตัวรับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมเดือนนี้

ตลาดหุ้นฮ่องกงและจีนปิดทำการวันนี้ เนื่องในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดทำการเช่นเดียวกัน เนื่องในวันขอบคุณพระเจ้า

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนส.ค.ของสหรัฐในวันอังคารที่ 13 ก.ย.นี้ โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในการบ่งชี้ทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี CPI อาจเพิ่มขึ้นแตะ 8.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงเมื่อเทียบกับระดับ 8.5% ในเดือนก.ค.

สำนักข่าวฟูจิ นิวส์ เน็ตเวิร์กของญี่ปุ่นรายงานในวันนี้ (12 ก.ย.) ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังวางแผนที่จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากบางประเทศเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ภายใต้ความพยายามในการผ่อนปรนมาตรการควบคุมพรมแดนที่บังคับใช้เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ แห่งญี่ปุนอาจตัดสินใจเรื่องการยกเว้นวีซ่าในสัปดาห์นี้เป็นอย่างเร็ว ซึ่งจะอนุญาตให้นักเดินทางส่วนบุคคลสามารถเดินทางเยือนญี่ปุ่นโดยไม่ต้องจองผ่านบริษัทด้านการเดินทางอีกต่อไป โดยญี่ปุ่นอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจาก 68 ประเทศและดินแดนเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ระบาด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดเช้าพุ่งในวันนี้ โดยนักลงทุนมีความหวังว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นจะฟื้นตัว หลังจากเจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวเมื่อวานนี้ (11 ก.ย.) ว่าญี่ปุ่นจะผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางเข้าประเทศ หลังจากใช้มาตรการที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมาเพื่อสกัดการระบาดของโรคโควิด-19

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดภาคเช้าที่ระดับ 28,528.90 จุด พุ่งขึ้น 314.15 จุด หรือ +1.11%

หุ้นที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้านี้นำโดยหุ้นกลุ่มขนส่งทางอากาศ, กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกในวันนี้ ตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันศุกร์ ขณะเดียวกันก็จับตาข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้

ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดีย เปิดตลาดวันนี้ที่ 59912.29 จุด เพิ่มขึ้น 119.15 จุด หรือ 0.20%

หุ้น Tech Mahindra ปรับตัวขึ้น 3.10%, หุ้น Tata Steel เพิ่มขึ้น 1.36% และหุ้น Infosys ปรับตัวขึ้น 1.04%

หุ้นยุโรปเปิดตลาดบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่เพิ่มเติม

ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 420.36 จุด ลดลง 0.01 จุด หรือ -0.00%

ส่วนดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 13,171.92 จุด เพิ่มขึ้น 83.71 จุด หรือ +0.64% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 6,242.46 จุด เพิ่มขึ้น 30.13 จุด หรือ +0.49%

หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้น 1.1% โดยเป็นการปรับตัวขึ้นแบบต่อเนื่องนับตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 8 ก.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% พร้อมส่งสัญญาณปรับขึ้นเพิ่มเติม

ธนาคารหลายแห่งคาดการณ์ว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.75% ในการประชุมเดือนต.ค.

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งในวันนี้ด้วยแรงซื้อหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว โดยนักลงทุนมีความหวังว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นจะฟื้นตัว หลังจากที่รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมผ่อนคลายข้อจำกัดในการเดินทางเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หลังจากใช้มาตรการที่เข้มงวดในช่วงที่ผ่านมาเพื่อสกัดการระบาดของโรคโควิด-19

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 28,542.11 จุด พุ่งขึ้น 327.36 จุด หรือ +1.16%

หุ้นที่ปรับตัวขึ้นในวันนี้นำโดยหุ้นกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับงานชั่งตวงวัด, กลุ่มขนส่งทางอากาศ และกลุ่มขนส่งทางบก

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดบวกในวันนี้ โดยได้ปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่ ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจของออสเตรเลียในสัปดาห์นี้

ดัชนี S&P/ASX 200 ปิดที่ 6,964.50 จุด เพิ่มขึ้น 70.30 จุด หรือ +1.02% และดัชนี All Ordinaries ปิดที่ 7,208.20 จุด เพิ่มขึ้น 69.20 จุด หรือ +0.97%

ดัชนีหุ้นกลุ่มเหมืองแร่พุ่งขึ้น 2.1% หลังจากราคาแร่เหล็กดีดตัวขึ้น โดยหุ้นริโอทินโต พุ่งขึ้น 1.3% และหุ้นบีเอชพี พุ่ง 2.8%

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ย.ของออสเตรเลียจากเวสต์แพค และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนส.ค.จากเนชันแนล ออสเตรเลีย แบงก์ (NAB) ในวันพรุ่งนี้

ส่วนในวันพฤหัสบดี ทางการออสเตรเลียจะเปิดเผยอัตราว่างงานเดือนส.ค.

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย