บิทคอยน์ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 16 เดือน แต่มีแนวโน้มขาดทุนรายสัปดาห์
Headline Inflation April 2022
Actual: 4.65% Previous: 5.73%
KTBGM: 5.40% Consensus: 4.70%
-
กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายน ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 4.65% จากมาตรการตรึงราคาน้ำมันและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าพลังงานและราคาอาหารสดโดยรวมยังอยู่ในระดับสูงจากปีก่อน
-
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มองว่า เงินเฟ้อในเดือนพฤษภาคมยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อ หลังราคาสินค้าพลังงานยังอยู่ในระดับสูง กอปรกับมาตรการตรึงราคาน้ำมันที่จบลงในเดือนเมษายน อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์คงประมาณการแนวโน้มเงินเฟ้อไทยที่ระดับ 4.0%-5.0% โดยยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม อาทิ ความผันผวนของราคาสินค้าพลังงานและโภคภัณฑ์จากปัญหาสงคราม รวมถึงสถานการณ์ COVID-19 และสภาพอากาศที่ไม่แน่นอน
-
แม้เงินเฟ้ออาจชะลอลงในเดือนนี้และมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในเดือนพฤษภาคม ทว่าเราคงมองว่า เงินเฟ้อทั่วไปจะมีจุดสูงสุดอยู่ในไตรมาสที่ 2 จากแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจ รวมถึงระดับฐานราคาที่สูงของปีก่อนหน้าในช่วงครึ่งหลังของปี อย่างไรก็ดี ปัจจัยการส่งผ่านต้นทุนที่เริ่มชัดเจนมากขึ้นก็มีส่วนที่จะช่วยให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเรามองว่า เฉลี่ยทั้งปี 2565 เงินเฟ้อทั่วไปอาจสูงถึง 4.70%-4.90%
-
อนึ่ง เราคงมุมมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะให้น้ำหนักการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อ ดังนั้นเราจึงคาดว่า กนง. จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ได้ตลอดในปีนี้
กระทรวงพาณิชย์รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ระดับ 4.65% ชะลอลงจากระดับ 5.73% ในเดือนมีนาคม
-
กระทรวงพาณิชย์รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนล่าสุด ปรับตัวขึ้น 0.34% จากเดือนก่อนหน้า ชะลอลงจากที่ปรับตัวขึ้นกว่า +0.66% จากราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่แอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นราว +1.0% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาลและการขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าที่จำเป็น นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็ปรับตัวขึ้นเพียง +1.0% ชะลอลงจากที่เพิ่มขึ้นเกือบ +7% ในเดือนก่อนหน้า จากผลของมาตรการตรึงราคาน้ำมัน
-
เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เงินเฟ้อทั่วไปชะลอลงสู่ระดับ 4.65% จาก 5.73% ในเดือนก่อนหน้า จากฐานที่สูงของค่ากระแสไฟฟ้าในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพ ส่วนราคาสินค้าพลังงาน อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิงก็ปรับตัวขึ้นในอัตราชะลอลง +29% จากกว่า +32% ในเดือนมีนาคม ส่วนราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์โดยรวมปรับตัวขึ้นราว +4.8% เร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย ตามการเพิ่มขึ้นของราคาต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบ อาทิ แก๊สหุงต้ม ราคาเนื้อสัตว์ และเครื่องปรุงอาหาร
-
กระทรวงพาณิชย์ มองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคมอาจอยู่ในระดับสูง หลังจากการยุติมาตรการตรึงราคาน้ำมัน รวมถึงการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ตามต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คงมุมมองว่า โดยทั้งปีเฉลี่ยเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 4.0%-5.0% โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มราคาสินค้าพลังงาน รวมถึงการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น
เราปรับมุมมองว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2565 อาจสูงกว่า 4.70%-4.90% แต่ยังไม่สร้างแรงกดดันต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยมากนัก
-
เงินเฟ้อทั่วไปยังคงได้แรงหนุนจากระดับราคาสินค้าพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันในฝั่งเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ก็มีแนวโน้มเฉลี่ยทั้งปีที่ระดับ 2.00% ตามการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการส่งผ่านของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี อาจสูงถึง 4.70%-4.90% ได้ ทั้งนี้ เรามองว่า ควรติดตามสถานกาณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่อาจนำไปสู่การเพิ่มความรุนแรงของมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียโดยบรรดาประเทศฝั่งตะวันตก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อาจพุ่งสูงขึ้นไปมากกว่าที่คาดการณ์ได้
-
เราคงมุมมองเดิมว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังให้ความสำคัญต่อแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ มากกว่าปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ระดับ 0.50% ในปีนี้ ยกเว้นว่ามีการส่งผ่านต้นทุนสินค้าชัดเจนมากขึ้น จนทำให้มีการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าเป็นวงกว้างนอกเหนือจากราคาอาหารและราคาสินค้าพลังงาน หรือ ความคาดหวังเงินเฟ้อในระยะกลาง 5 ปี เริ่มปรับตัวขึ้นชัดเจน ซึ่งในกรณีดังกล่าว ธปท. ก็สามารถส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยได้เช่นกัน
-
อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากประเด็นเงินเฟ้อ กนง. อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วกว่าคาด หากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและทำการลดงบดุล (QT) ของเฟด ได้ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกจากไทยรุนแรง ซึ่ง เรามองว่า กนง. อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในเชิงสัญลักษณ์ พร้อมใช้ถ้อยแถลงที่สะท้อนความจริงจังในการแก้ปัญหาเงินทุนไหลออก เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินและค่าเงินบาท ทั้งนี้ เรามองว่า โอกาสเกิดเงินทุนไหลออกรุนแรงอาจมีไม่มาก เพราะปัจจุบันตลาดก็ได้รับรู้แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดไปมากแล้ว ดังที่จะเห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ในฝั่งสหรัฐฯ
-
หาก ธปท. ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ อย่างที่ผู้เล่นในตลาดเริ่มคาดการณ์ไว้ เรามองว่า ระดับของบอนด์ยีลด์ระยะกลาง อย่าง บอนด์ยีลด์ 5 ปี ที่ระดับกว่า 2.40% เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากสุดท้าย ธปท. ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้สูงกว่า 2.00% ในรอบการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ (เรามองว่า Terminal Rate ของไทยจะอยู่ที่ 1.50%)
