แมคควอรีอัพเดทมุมมองทองคำและเงินปี 2026 พร้อมเป้าหมายใหม่
Fed มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.5% ตามคาด แต่ท่าทีการเดินนยายใน อนาคตดูอ่อนโยนต่อตลาดหุ้นมากขึ้น โดยตัดความกังวลว่าจะขึ้นอัตรา ดอกเบี้ย 0.75% ต่อครั้งออกไป ส่วนการลดขนาดงบดุล ช่วง มิ.ย.-ส.ค. ลด 4.75 หมื่นล้าน USD/เดือน ก่อนเพิ่มเป็น 9.5 หมื่นล้านUSD/เดือน ส่งผลทำ ให้ตลาดหุ้นดีดตัวกลับแต่น่าจะเป็นช่วงสั้นๆ ประเด็นถัดมาเป็นท่าทีของEU ที่ เสนอหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียส่งผลทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ซึ่งอาจเห็น การเก็งกำไรในกลุ่มพลังงาน ประเด็นในบ้านเรายังอยู่กับเรื่องการเปิดเมืองรับ นักท่องเที่ยว ซึ่งน่าจะทำให้เห็น Momentum ขาขึ้นในหุ้นกลุ่มเปิดเมือง ส่วน สัญญาณ fund flow เป็นบวกเล็กน้อยจาก USD ที่อ่อนลงระยะสั้น
พอร์ตจำลองได้ทำการ Stop Profit THREL(5%ของพอร์ต) และวันนี้ให้ขาย AEONT(10% ของพอร์ต) ทำให้เงินสดเป็น 30% ให้ซื้อ STEC และ TIDLOR อย่างละ 10% ถือเงินสด 10% Top Pick เลือก MINT, TIDLOR และ STEC
Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ตามคาด ไม่เร่งทำ QT และยังไม่กังวล Recession
Fed มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.50% สู่ระดับ 0.75-1.00% ในการ ประชุมวันนี้และจะเริ่มต้นปรับลดขนาดงบดุล (QT) ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 65 ในวงเงิน 4.75 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน แบ่งเป็นปล่อยให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 3 หมื่นล้าน ดอลลาร์ และตราสารหนี้ MBS วงเงิน 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ครบอายุในแต่ละเดือน โดยไม่มีการซื้อเพิ่มเติม ระยะเวลา 3 เดือน หลังจากนั้นในเดือยน ก.ย. 65 Fed จะเพิ่ม การลดขนาดงบดุลเป็น 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน โดยจะปล่อยให้พันธบัตรรัฐบาล สหรัฐวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ และตราสารหนี้ MBS วงเงิน 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ครบอายุในแต่ละเดือนโดยไม่มีการซื้อเพิ่มเติม ขณะเดียวกันตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวกลับขึ้นมาแรง S&P500 +2.99%, NASDAQ +3.9% เป็นต้น โดยมีหลายปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลในช่วงสั้นดังนี้
Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ตามคาด ไม่ได้เร่งทำ QT ถือว่าส่งผลดีต่อตลาด
▪ Fed ไม่มีแผนขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในเวลาอันใกล้
▪ Fed ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่บ่งชี้ว่าจะเข้าใกล้ Recession โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ชะลอตัวลงในไตรมาสแรก แต่การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ของภาคธุรกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง
ปัจจุบันมุมมอง Fed Fund Futures สิ้นปี ลดลงจาก 3% เหลือ 2.25% ตามกลไกหนุน ตลาดหุ้นสหรัฐซื้อขายบน P/E ที่สูงขึ้น โดยฝ่ายวิจัย ASPS ประเมิน Forward MEYG 22F ของตลาดหุ้นสหรัฐ (S&P500) มีโอกาสปรับตัวขึ้นจาก 1.9% เป็น 2.65% ถือเป็น กระแสเชิงบวกต่อตลาดหุ้นต่างประเทศและไทยในช่วงสั้น แต่ยังต้องใช้ความระมัดระวัง และพิถีพิถันในการเลือกหุ้นในระยะถัดไปมากขึ้น
EU ชงคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย หนุนราคาน้ำมันและกลุ่มโรงกลั่นในช่วงสั้น
คณะกรรมการยุโรป (EU) เสนอให้บรรดาสมาชิกระงับการนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย ภายในเวลา 6 เดือน และระงับนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นจากรัสเซียภายในสิ้นปีนี้ โดย มาตรการดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิก EU ทั้งหมด 27 ปรัเทศ ก่อนที่ จะมีผลบังคับใช้ โดยประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง ซึ่งเกิดจากความ วิตกกังวลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน จากการที่รัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกจะถูก sanction หนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น 4 ถึง 5% ในวานนี้
อย่างไรก็ตาม คาดจะเป็นเพียงปัจจัยหนุนช่วงสั้นต่อทิศทางราคาน้ำมัน โดยภาพใหญ่ใน ระยะยาวเชื่อว่ายังมีปริมาณน้ำมันในตลาดโลกยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้โดยรวม ทั้งนี้ สัดส่วนการส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นๆรวม 7.5 ล้านบาร์เรล/วัน ( แบ่งเป็นน้ำมันดิบราว 4.7 ล้านบาร์เรล/วัน และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นๆอีกราว 2.8 ล้าน บาร์เรล/วัน)ของรัสเซีย กว่า 49% หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 3.7 ล้านบาร์เรล/วัน ที่ถูก ส่งไปยังกลุ่ม EU เชื่อว่ายังมีแหล้งน้ำมันสำรองอื่นๆ ที่ใช้ทดแทนปริมาณน้ำมันจาก รัสเซียในในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ได้จาก
1.กลุ่ม OPEC+: คาดจะค่อยๆเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปถึงราว 2.6 ล้านบาร์เรล/วัน จาก เดือนเมษายน – กันยายน 2565 จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตตามแผน 4.0 แสน บาร์เรล/วันในเดือนเมษายน และเพิ่มอีกเดือนละ 4.32 แสนบาร์เรล/วัน ตั้งแต่เดือน พฤศภาคม 2565 เป็นต้นไป
2.คลังสำรองน้ำมันจาก IEA: สหรัฐฯประกาศระบายน้ำมันออกจากคลังสำรอง 180 ล้านบาร์เรล และกลุ่มประเทศสมาชิกอีก 60 ล้านบาร์เรล หรือรวมราว 1.33 ล้าน บาร์เรล/วัน เป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป 3.กลุ่มประเทศที่ถูกคว่ำบาตร: สามารถผลิตน้ำมันสู่ตลาดโลกได้เพิ่มเติม หากถูกยกเลิก มาตรการคว่ำบาตร ประกอบด้วย
A.อิหร่าน: ราว 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน
B.อิรัก: ราว 0.6 ล้านบาร์เรล/วัน
C.เวเนซุเอลา: ราว 0.2-0.3 ล้านบาร์เรล/วัน
4.ประเทศนอกกลุ่ม OPEC+ (สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, อาร์เจนตินา, บราซิล, นอร์เวย์ เป็นต้น): IEA คาดการณ์ว่าผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมัน ได้ราว 1.7 ล้าน/วัน ระหว่างเดือน มี.ค. – ก.ย. 2565 โดยมีสหรัฐฯ คิดเป็น 1 ใน 3 ของ กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ หากพิจารณาสถานการณ์น้ำมันในปัจจุบัน จากคาดการณ์ของ EIA พบว่าว่า ความต้องการใช้น้ำมันปี 2565-66 จะอยู่ราว 99.8 และ 101.7 ล้านบาร์เรล/วัน ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 2.4 ล้านบาร์เรล/วันจากปี 2564 ขณะที่ปริมาณผลิตน้ำมันใน ตลาดโลกปี 2565-66 จะอยู่ราว 100.2 และ 102.2 ล้านบาร์เรล/วัน ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 4.7 ล้านบาร์เรล/วันจากปี 2564 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำมันในตลาดโลกยังมี เพียงพอต่อความต้องการใช้โดยรวม จึงเชื่อว่าในอนาคตราคาน้ำมันจะค่อยๆทยอย ปรับตัวลงสู่ supply และ demand ที่แท้จริง
สำหรับกลุ่มโรงกลั่น จากการยกเลิกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูจากรัสเซีย ส่งผลให้ปริมาณ น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดขาดแคลน หนุนให้ creak spread น้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น โดนเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 40 เหรียญ/บาร์เรล จึง คาดจะเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มโรงกลั่นในภาพรวม ทั้ง TOP, PTTGC, IRPC, BCP, SPRC
ยังไม่เห็นทิศทาง Covid ในจีน ฝ่อนคลายลง
ล่าสุดประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กังวลสถานการณ์ โควิดในจีน โดยเฉพาะการ Lock Down ฮ่องกง เซิ่นเจ้น เซี่ยงไฮ้จาก นโยบาย Zero Covid กระทบต่อ Global Supply Chain กดดันให้สินค้าขาดตลาด รวมถึงหนุนให้เงินเฟ้อขยับ
ขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกระทบทางอ้อมต่อผู้ประกอบการในไทยที่เน้นการนำเข้าสินค้า วัตถุดิบ จากจีน รวมถึงกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวจียมีสัดส่วนที่สูงถึง 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มาไทยในปี 2562 ประเด็นดังกล่าวกระทบหุ้นกลุ่ม นำเข้า สินค้าจากจีน อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ท่องเที่ยว ดังนั้นประเด็นการรับ Civid-19 ในจีนยังเป็นสิ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิดในช่วงนี้
ตลาดหุ้นโลกดีดกลับช่วงสั้น แต่ยังต้องระมัดระวังความผันผวนในระยะถัดไป แนะ STEC TIDLOR
ตลาดหุ้นโลกมีโอกาสผ่อนคลายในช่วงสั้นได้ หลังจาก Fed ไม่ได้มีประเด็นเซอร์ไพรส์ และยังสอดคล้องกับในอดีตปีนี้หลังการประชุมตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น ในช่วงสั้น (+4.4% ถึง 5.8% ในช่วง 1 สัปดาห์) และ SET Index มีการขยับขึ้นบ้าง เช่นกัน
อย่างไรก็ตามในระยะถัดไปตลาดหุ้นยังมีโอกาสผันผวนจากการทยอยลดขนาดงบดุลลง ในช่วงเดือน มิ.ย. 65 ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับปี 2561 Fed เคยลดขนาดงบดุลเฉลี่ย 3.1 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน กดดันให้ SET Index ในปีนั้นปรับตัวลดลง -10.8%
ดังนั้นนักลงทุนอาจต้องระมัดระวังการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีมากขึ้น ส่วนกล ยุทธ์เน้นหุ้นพื้นฐานดี มีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวเด่นในช่วงต่อจากนี้ TIDLOR, STEC เป็น Toppick ในวันนี้
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
