ราคาน้ำมันลดลงกว่า 1% ขณะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านอยู่ในความสนใจ
การระบาดของ Covid-19 ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา สร้างภาระต่อฐานการ คลังโดยระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับขึ้นจากบริเวณ 42% ไปสู่ระดับ 60% ทำให้ต้องปรับเพิ่มกรอบระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP จาก 60% เป็น 70% ประเมินหน้าตักในการก่อหนี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจปัจจุบันน่าจะสามารถ ทำได้ว่าราว 1 ล้านล้านบาทเศษ ทำให้การจัดสรรการใช้เม็ดเงินต้องพุ่งเป้าไป ที่การเติบโตต่อเศรษฐกิจในระยะกลาง-ยาวมากขึ้น ซึ่งฝ่ายวิจัยเชื่อว่าจะ มุ่งเน้นไปใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ การกระตุ้น ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งในเชิงกลยุทธ์การลงทุน จึงกำหนด Theme ไปในทาง หุ้นเปิดเมืองอย่างท่องเที่ยว และ หุ้น Infrastructure Play
คาดว่า SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1675 – 1690 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยยังให้ถือเงินสดสำรอง 5% เพื่อรอจังหวะวื้อ สำหรับ หุ้น Top Pick เลือก AOT (BK:AOT), BH และ THREL
Beige Book รอบนี้ส่งสัญญาณไม่แน่นอนจากสงครามที่ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯอยู่ในช่วง Earning Release ซึ่งมีทั้งดีกว่าและแย่กว่าคาด ส่งผลให้ ราคาหุ้นผันผวนไปตามผลประกอบการที่ประกาศออกมา ขณะที่รายงาน Beige Book รอบนี้แม้ให้ภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจว่าจะขยายตัวในระดับปานกลางแต่ส่งสัญญาณไป ถึงความเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจรวม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
เนื้อหาใน Beige Book กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวในระดับปานกลางตั้งแต่ กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลายเขตรายงานว่ามีการจ้างงานปานกลาง, การใช้จ่ายของ ผู้บริโภคเร่งตัวขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยโรคโควิด-19 ลดลงทั่วประเทศ กิจกรรมการ ผลิตโดยรวมแข็งแกร่งทั่วทั้งเขตส่วนใหญ่ แต่ความตึงตัวของตลาดแรงงาน และต้นทุน การผลิตที่สูงขึ้นยังคงเป็นอุปสรรคของบริษัท ขณะที่ทางด้านอสังหาริมทรัพย์เร่งขึ้น เล็กน้อยตามจำนวนห้องสำนักงานและกิจกรรมค้าปลีกเพิ่มขึ้น ทางฝั่งเกษตรกรได้รับ การสนับสนุนจากราคาพืชผลที่พุ่งสูงขึ้น แต่สภาพภัยแล้งยังเป็นความท้าทายในบาง อำเภอและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นกำลังกดดันส่วนต่างของผู้ผลิตทั่วประเทศ
อย่างก็ตามแนวโน้มการเติบโตในอนาคตถูกบดบังโดยความไม่แน่นอนที่เกิดจากการ พัฒนาด้านภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งล่าสุด รัสเซียได้เริ่มปฏิบัติการระยะ 2 ด้วยการบุกโจมตี ภูมิภาคดอนบาส ทางตะวันออกของยูเครนแล้ว ขณะที่พื้นที่ที่มีการสู้รบหนักอีกแห่งคือ เมืองมารีอูโปลทางตอนใต้ของยูเครนที่รัสเซียเกือบจะยึดพื้นที่ได้ทั้งหมดแล้ว เหลือเพียง สนามบินและพื้นที่รอบโรงงานเหล็กอะซอฟตัลเท่านั้น ซึ่งหากยึดเมืองนี้ได้พื้นที่ทางตอน ใต้เชื่อมแคว้นไครเมีย คลุมไปถึงพื้นที่ภาคตะวันออกสุดของยูเครนก็จะถือว่าตกอยู่ในการ ควบคุมของรัสเซีย
ดยสรุปปัจจัยเสี่ยงทางด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจรวม และเห็น การปรับลดประมาณการ GDP ของ IMF ที่ปรับลด World GDP Growth ปี 2565 ลงจาก 4.4% มาอยู่ที่ 3.6% ขณะที่ World Bank ก็ปรับลดลด World GDP Growth ปี 2565 ลงจาก 4.1% เหลือ 3.2% เช่นกัน อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสเกิด Downside จากสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อ
เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงินที่จำกัด
แม้วงเงินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดูมีแนวโน้มลดน้อยลง โดยการกู้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้ ฯ 5 แสนล้านบาท ปัจจุบันเหลือ 7.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 60% ซึ่งหากกู้เพิ่มจนขึ้นไปที่ 70% ของ GDP ตามกรอบวินัยทางการ คลังที่ปรับปรุงใหม่ ก็อาจกู้เพิ่มได้อีกราว 1 ล้านล้านบาทเศษ ซึ่งประเมินจากสถานการณ์ ปัจจุบันแล้ว เชื่อว่ายังมีความจำเป็นต้องจัดหาเงินกู้เพิ่มเติม เพื่อใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในระยะต่อไป
เพื่อหวังผลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างตรงจุด เราประเมินว่าว่านโยบายการคลังในช่วงที่ เหลือของปี 2565 นี้ ภาครัฐจะเน้นไปที่ ลดมาตรการเยียวยา แต่จะเพิ่มการกระตุ้น เศรษฐกิจและการลงทุนมากขึ้น หลักๆ ดังนี้
-
ผ่อนคลายการเดินทาง ฟื้นฟูการท่องเที่ยว เน้นการอยู่ร่วมกับโควิดมากขึ้น จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. มีการยกเลิกการตรวจ RT-PCR ก่อนเข้าไทย 72 ชั่วโมง นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากขึ้นเกินกว่า 60% เมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. หลังจากนี้น่าจะเห็นมาตการที่ผ่อนคลายมากขึ้น เช่น ยกเลิก Thailand Pass และใช้ ATK แทน RT-PCR หนุนหุ้นเปิดเมืองยังได้ Sentiment บวก ต่อเนื่อง แนะนำหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว MINT ERW หุ้นสถานที่ท่องเที่ยว CPN CRC MAJOR หุ้นเกื่ยวกับการเดินทาง AOT AAV
-
ขยายการลงทุนโครงการพื้นฐานเพิ่มขึ้น โดยในปีนี้ทาง รฟม. ได้เปิดซองประมูล โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ วงเงินกว่า 8.2 หมื่นล้าน บาท และกระทรวงคมนาคมยังมีแผนผลักดันอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการ รถไฟฟ้าสายสีส้ม, สีเหลือง, สีชมพู รวมไปถึงโครงการรถไฟทางคู่เฟสแรก และ อื่นๆอีก 25 โครงการ มูลค่ารวม 9.74 แสนล้านบาท โดยบางโครงการจะเริ่ม ก่อสร้างในปี 2565 เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 2 เส้นทางใหม่ ส่วนโครงการใหญ่ ต่อไปที่คาดว่าจะเปิดประมูลคือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกมูลค่ารวม 1.2 แสนล้านบาท มอเตอร์เวย์ บางขุนเทียน-บางบัวทอง (M9) มูลค่า 5.6 หมื่นล้าน บาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตามภาระทางการคลังของรัฐเพิ่มขึ้น จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะของไทย เพิ่มขึ้นตาม โดยปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะ 9.83 ล้านล้านบาท ราวระดับ 60.2% ต่อ GDP ถ้าวัดจากเพดานหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% จะเห็นได้ว่ายังมีช่องว่างที่รัฐ สามารถกู้เพิ่มมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 1.6 ล้านล้านบาท
ต่างชาติยังซื้อหุ้นไทยต่อ โดยเน้นหุ้นเปิดเมืองเป็นหลัก
แม้ในช่วงนี้ นักลงทุนจะอยู่ในช่วงกังวลสภาพคล่องส่วนเกินในสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลง แต่ สำหรับตลาดหุ้นไทยยังพอเห็นเม็ดเงินที่ไหลเข้าต่อ โดยใน 2 วันทำการที่ผ่านมา ต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทย 3.4 พันล้านบาท หนุน SET Index ปรับตัวขึ้น 12 จุด หรือ 0.7% รวมถึง หนุนยอดซื้อสุทธิเดือน เม.ย. (mtd) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7.3 พันล้านบาท ถือว่าโดดเด่นเมื่อ เทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่ถูกขายสุทธิ ดังตารางทางด้านล่าง
ภายใต้ปัจจัยภายนอกผันผวน ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการค้นหามีหุ้นอะไรที่ต่างชาติทยอย ซื้อสะสมสุทธิปริมาณมากในเดือน เม.ย. (mtd) ซึ่งน่าจะทำให้เห็นทิศทาง และแรงผลัก ในกลุ่มนั้นๆ Outperform ต่อเนื่องได้ได้ผลลัพธ์15 หุ้น ที่ต่างชาติซื้อสุทธิมากสุดใน เดือน เม.ย. (mtd)
จากผลลัพธ์ดังกล่าว ส่วนใหญ่ต่างชาติยังให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยในหุ้นเปิดเมืองเป็น หลัก โดยฝ่ายวิจัยชื่นชอบ CPALL (BK:CPALL), CPN, BH, AOT, MINT, BDMS, TIDLOR มากสุด
ส่วนวันนี้คาด SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1675 – 1690 จุด กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้น เปิดเมืองมีแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ อย่าง AOT, BH และยังชื่นชอบหุ้นได้ ประโยชน์จากกระแสการใช้นโยบายการเงินตึงตัว THREL เป็น Toppick ในวันนี้
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
