ราคาทองคำและเงินลดลงต่อเนื่องเนื่องจากความแข็งแกร่งของดอลลาร์กดดันตลาดโลหะ
Lockdown รอบนี้ซื้อหรือขายดี ท่องเที่ยวปลายปีทันไหม หลังจากที่แอดได้ติดตามข้อมูลในสื่อต่างๆในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา เรามาวิเคราะห์ทิศทางตลาดไทยและเมื่อไหร่ ที่เราจะมีโอกาสเห็นหุ้นไทยวิ่งแรงบ้างๆ จริงๆข้อมูลเยอะมากแต่จะขอสรุปไปเรื่อยๆทีล่ะประเด็นล่ะกัน ตามความคิดของแอดในฐานะนักลงทุนคนนึง มาเริ่มกัน โดยจะแบ่งเป็นปัจจัยนอกประเทศและในประเทศ ถ้าใครดูข้อมูลในประเทศข้ามไปด้านล่างเลย
สิ่งแรกที่อยากพูดถึงคือปัจจัยนอกประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศมีเรื่องให้พูดอีกเยอะเลย ขอพูดถัดไปล่ะกัน มีประเด็นอะไรที่เราต้องสนใจบ้าง
1. ราคาน้ำมัน รอบนี้แตกต่างกับ lockdown ปีที่แล้วพอสมควร เพราะปีที่แล้ว ตลาดหุ้นบ้านเรา เรียกว่าโดน Double Crisis คือวิกฤตน้ำมัน + วิกฤต Covid ทำให้ตลาดหุ้นลงมาแรงมาก เพราะการทะเลาะกันระหว่างรัสเซียกับซาอุทำให้มีการปั้มน้ำมันออกมาล้นตลาด จนน้ำมันร่วงลงมาติดลบ แต่รอบนี้ ชัดเจนมากว่า OPEC เป็นคนคุมเกมส์ ถึงแม้จะมีปัญหาในการประชุมล่าสุดระหว่าง ซาอุกับ UAE แต่ถ้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ ผู้นำ UAE พูดชัดเจนว่ายากมากที่จะออกจากกลุ่ม และถ้าตกลงกันไม่ได้ ซาอุก็บอกชัดว่า จะไม่มีการเพิ่มการผลิต ส่วนเรื่องของข้อตกลงที่จะยืดไปในปีหน้า ดูแล้วไม่ใช่ประเด็นอะไร แต่ถ้าซาอุยอมให้ UAE เพิ่มกำลังการผลิต ประเทศอื่นก็จะขอตาม ทำให้ราคาน้ำมันอาจจะมีการปรับฐาน แต่ถ้าดูภาพรวมของกลุ่มแล้ว ก็ต้องบอก 90% ค่อนข้างพอใจกับราคาน้ำมันในปัจจุบัน + supply ที่หายไปของทางฝั่งอเมริกาและการเปิดประเทศ ยากมากที่น้ำมันจะกลับเป็นขาลง ดังนั้นหุ้นกลุ่มพลังงานที่เคยลาก SET ลงเหวไป ดูแล้วยังไม่น่าจะทำให้ตลาดกลับมาเป็นขาลง
2. lockdown ทั่วโลก เพราะไม่มีใครรู้จัก เชื้อโรคนี้และไม่มีวัคซีน และไม่มีใครมองเห็นอนาคต แต่รอบนี้ อเมริกาและยุโรปน่าจะเรียกได้ว่าออกจากวิกฤตแล้ว แม้กระทั่งตลาดเอเชียที่ช้ากว่า แต่โดยภาพรวมก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ตามการคาดกาณ์จาก หลายสำนักให้ความคิดเห็นตรงกันว่า ทางฝั่งเอเชียสถานการณ์การฉีดวัคซีนจะตามยุโรปมาในช่วง Q4 นั่นคือราว 5 เดือนข้างหน้า ซึ่งแตกต่างจากรอบที่แล้ว ที่ไม่มี Timeline ดังนั้นตลาดหุ้นเอเชียอาจจะยัง Laggard ตลาดยุโรปอีกสักพักนึง แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น น่าจะราวๆ 30% ขึ้นไปของการได้รับวัคซีน 2 โดส น่าจะทำให้ภูมิภาคนี้กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง นั่นคือปลายๆ Q3 ดังนั้นการมี Timeline ที่ชัดเจนจึงแตกต่างกับรอบที่แล้วค่อนข้างการ Panic หนักๆ น่าจะมีโอกาสน้อย
3. ทิศทาง ดอกเบี้ยของอเมริกา หรือ Bond yield เงินที่ไหลเข้าเอเชียรอบนี้น้อยมาก ดังนั้นการปรับทิศทางของตลาดอเมริกาเร็วขึ้น ไม่น่าจะมีผลกระทบกับตลาดเอเชียมากนัก ในทางตรงกันข้าม การใช้เวลา Recovery ในฝั่งเอเชียอาจจะใช้เวลานานานกว่าอเมริกาและยุโรป ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น ดูจะเป็นไปได้ยาก หรืออาจจะไม่ได้ขึ้นแรงนัก นั่นมีโอกาสที่เงินในระบบยังไม่ได้มีที่ไปมากนัก + กับตลาดหุ้นที่ยังไม่ได้แพงเกินไป นั่นคือยังมีเงินที่รอซื้อหุ้นอยู่นอกตลาดอีกเยอะ จะเห็นในช่วงหลายปีหลัง ถ้าสถาบันมีการขายเกิน 5 หมื่นล้าน ตลาดหุ้นมักจะทำจุดซื้อเพื่อถือยาวตลอด ถ้าเรามาดูปีนี้ สถาบันขายไปราวๆ 8-9 หมื่นล้าน เงินส่วนนี้น่าจะยังหมุนกลับมาที่ตลาดหุ้น และแน่นอน ระดับราคา 15xx ก็มีโอกาสที่สถาบันจะกลับเข้ามาเช่นกัน
4. Leverage ในตลาดหุ้นไทย ถือว่าสูงมากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เทียบเท่ากับช่วง set เทรดกัน 1800 แต่ ปัจจุบันมีการลดลงมา 30% ซึ่งก็ยังถือว่าสูงอยู่ ดังนั้นระยะสั้น เราก็ยังมีความเสี่ยงต่อการผันผวนของตลาด Leverage อยู่พอสมควร แต่การลด Leverage ทุกครั้งมักจะตามมาด้วยโอกาสเก็บหุ้นถือยาว สำหรับคนที่ไม่ได้ตกใจ
5. Theme เงินเฟ้อ หรือ Bond yield ของอเมริกา มักจะมีความสัมพันธ์กับกลุ่ม financial บ้านเราค่อนข้างเยอะ ดังนั้นการปรับฐานจากที่ FED เงินเฟ้อชั่วคราว แต่นักวิเคราะห์หลายที่ก็ยังเชื่อว่าเงินเฟ้อยังไม่เปลี่ยนเป็นขาลง ดังนั้นกลุ่ม Financial ที่ตกใจในรอบนี้ก็ยังดูน่าสนเหมือนกัน
ถ้าดูปัจจัยนอกประเทศ ที่ส่งผลต่อบ้านเรา ถือว่าน่าจะมองเป็นโอกาสมากกว่า กลับมาดูปัจจัยในประเทศบ้าง
1. ปัจจัยหลักคือเรื่องวัคซีน เพราะจะส่งผลต่อการเปิดประเทศ และ Timeline ในการวิ่งของหุ้นค่อนข้างเยอะ เราว่าวิเคราะห์ Timeline กัน อย่างแรกสถานการณ์การติดเชื้ออาจจะยังไม่ได้ลดลงเร็วๆนี้ได้ แต่ถ้าดูแผนที่ออกมาในวันศุกร์ ชัดเจนเลยว่า ต้องการลดจำนวนคนที่อาการหนักและคนเสียชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก โดยเน้นไปที่ กทม และรอบๆ นั่นคือกลุ่มเสี่ยงทั้งคนแก่และคนมีโรคประจำตัว เรามาดูจำนวนกันทั้งหมด 2,400,000 ตอนนี้ฉีดไปแล้วเข็มแรก 700,000 เข็มสอง 80,000 ถ้าเป้าหมาย 80% คือเหลือฉีดอีก 1,600,000 คน รัฐบาลตั้งเป้าฉีดให้ได้วันล่ะ 3 แสน(ฟังจาก นพ ประสิทธิ์) ต้องการ 9 วัน ดังนั้นไม่แปลกที่รัฐบาลตั้งเป้า ราวๆ 2 อาทิตย์ แต่นั่นคือ เข็มแรก ส่วนเข็มสอง น่าจะกินเวลาอีกราวๆ 2-3 อาทิตย์ นั่นคือ Process ทั้งหมด สำหรับกลุ่มเสี่ยงจะใช้เวลาราวๆ 5 สัปดาห์ ในฟื้นที่ กทมและปริมณฑล นั่นหมายความว่า เราอาจจะเริ่มตัวเลขที่ดีขึ้นในช่วงราว กลางเดือนสิงหาคม นี่คือ Timeline แรกที่ต้องติดตาม
2. แน่นอนคนเสียชีวิต ไม่ได้มีเฉพาะใน กทม ยังมีจังหวัดอื่นกระจายไป ดังนั้นเชื่อว่า กลุ่มนี้ในต่างจังหวัดคาดว่าจะได้รับต่อ คล้ายๆที่ยุโรป จากรูปจะเห็นว่ามีคนฉีดไปราวๆ 3 ล้านจาก 17 ล้าน ถ้าฉีดให้ กทม อีก 2 ล้านจะยังมีกลุ่มเสี่ยงที่ต้องการฉีดอีกราวๆ 12 ล้าน ถ้าเป้าหมายคือ 80% กลุ่มนี้ยังต้องการวัคซีนอีกราวๆ 8-9 ล้านคน นั่นคือ ต้องใช้เวลา 6 สัปดาห์ หลังจากฉีดพื้นที่เป้าหมายใน กทม นั่นคือกระบวนการจะสิ้นสุดราวๆ กลางเดือน กันยายน ดังนั้นถ้าเราตั้ง Timeline คร่าวๆไว้ เผื่อที่จะ Track ต่อสัญญาณที่จะเริ่มดีขึ้นคือราวๆ กลางเดือนหน้า และจะชัดเจนมากขึ้นกลางเดือนกันยายน ดังนั้น Timline ที่จะสิ้นสุดกระบวนการฉีดกลุ่มเสี่ยงทั้งประเทศ คือปลายเดือนกันยายน ซึ่งถ้าทำได้ตามเป้า เราน่าจะได้เห็นจำนวนผู้ป่วยหนักและจำนวนคนเสียชีวิตลดลงอย่างมีนัยยะ
3. หลังจาก Clear เรื่องในประเทศเสร็จ มีโอกาสมากที่จะเริ่ม พูดถึงการเปิดเมืองท่องเที่ยว อย่างเช่น ภูเก็ตที่ทำไปแล้ว เราคงได้เห็นภาพที่ภูเก็ตชัดเจนขึ้น เพื่อเป็นแม่แบบ หรืออาจจะล้มเหลวก็ได้ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม แต่ถ้าดูเกาะสมุย เกาะพงัน เมืองท่องเที่ยวหลายๆเมือง ฉีดเข็มแรกไปกว่า 70% แล้ว และอีกหลายเมืองก็ฉีดไปราวๆ 40% นั่นคือ เราไม่ได้ต้องการ การเริ่มต้นใหม่อะไรมากมายแล้ว ถ้าข้อมูลที่ภูเก็ตออกมาดี หรือสามารถเป็น Road map ได้ เราอาจจะสามารถเดินเรื่องต่อได้เลยตั้งแต่เดือนกันยายน หรืออาจจะตุลาคม ซึ่งก็ยังไม่ได้ถือว่าหลุดจากที่นายกประกาศ 120 วันมากมายอะไร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เชื่อว่า จะเปิดแบบ Full Reopening จนกว่าจะได้วัคซีนเหมือนที่ยุโรปราวๆ 50% แต่การขอหายใจของเมืองท่องเที่ยวก็มีโอกาสทำให้ตลาดคึกคักได้เช่นกัน ดังนั้นหลังจากนี้ แผนการกระจายวัคซีนอาจถูกกระจายไปในเมืองท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างเช่นเชียงใหม่ หรือภาคอื่นมากขึ้น Timline ในส่วนนี้เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน กันยาหรือตุลาคม
4. นพ.ประสิทธิ์ โรงพยาบาลศิริราช ให้ข้อมูลที่น่าสนใจไว้ 2 เรื่องคือ อีกไม่นานน่าจะมีนโยบายการใช้วัคซีนผสม 2 เข็ม (คาดว่าเชื้อตายผสม+Vactor) และผลที่ออกมาสู้ Delta ได้เลย ตอนนี้เหลือรอผลของศิริราชออกมา ทดลองในกลุ่มคน 1000 คน จุฬาออกแล้ว ที่ต่างประเทศก็ Confirm ว่าใช้ได้สู้ได้ อีกเรื่องคือถ้าใช้ RoadMap ที่ยุโรป 25% เริ่มผ่อนคลาย และ 50% เริ่มถอดแมสก์ เป้าแรกของเราคือ 25% นั่นคือ คนที่ได้รับวัคซีน 2 โดส ควรจะอยู่ราวๆ 16 ล้านคน ถามว่าเป้านี้มีโอกาสถึงเดือนไหน เข็ม 1 9 ล้าน เข็ม 2 3 ล้าน เราต้องการอีกราวๆ 6+14= 20 ล้านโดส เพื่อที่จะทำให้คนราวๆ 16 ล้านคนหรือราวๆ 25% ถ้าดูจากจำนวนวัคซีนแล้ว และถ้าเราสามารถผสมวัคซีนที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาได้ ตอนแรกที่เราคาดว่า Astra จะเข้ามา 5 ล้าน/เดือน นั่นทำให้ตอนแรกที่คาดการณ์ว่าจะ Boot 25% อาจจะต้องนานถึงปลายปี ก็มีโอกาสที่จะร่นเวลาขึ้นมาเหลือ 2 เดือน หรือราวๆปลายเดือนกันยายน นั่นคือเป้าหมายที่ประเทศทางฝั่งยุโรป เริ่มผ่อนคลายมาตราการมากขึ้น แต่ยังใส่ แมสก์
5. เป้าหมายที่ 50% คือต้องการ คนอีกราวๆ 16 ล้านคน หรือ 32 ล้านโดส ในช่วง Q4 หรือต้น Q1 เรามาลองคำนวณ Q4 เราจะมาวัคซีนเข้ามาประมาณเท่าไหร่ Pfizer 20 ล้าน Moderna 10 ล้าน Astra 15 ล้าน ดังนั้น Q4 มีวัคซีนเพียงพอที่จะ Boot การฉีดคนไปที่ราวๆ 50% เพื่อปลดการใส่แมสก์เหมือนที่ยุโรป ความเสี่ยงคือ Pfizer และ Moderna จะเข้ามาตามนัดหรือไม่ และแน่นอนก็ต้องใช้เวลาฉีดอีก แต่ถึงกระนั้น ถ้าเราสามารถใช้สูตร Astra กับ sinoVac or Sinopharm สู้ได้ เราก็ยังมีโอกาส ฉีดได้ราว 30 ล้านใน Q4 อยู่ดี ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า Vaccine ใน Q4 จะเริ่มล้นตลาด จึงเชื่อได้ว่าต้นปีหน้า การท่องเที่ยวบ้านเราน่าจะเริ่มทะยอยกลับมามากขึ้นเรื่อยๆ
สรุป ทุกอย่างคือการคาดการณ์ Timeline จากข้อมูลที่มีในปัจจุบัน ความเสี่ยงในอนาคตยังเป็นไปได้หลายเรื่อง สมมุติ โรงงานผลิตวัคซีนไฟไหม้ ไวรัสกลายพันธ์แบบ Major change(ปัจจุบันยังไม่ใช่ แม้จะเป็น Delta หรือสายพันธ์อื่น โดยปกติเราจะรู้จากอเมริกาก่อนเพื่อนอยู่แล้ว จากการแจ้งเตือน) สรุปจากนักลงทุนคนนึง เชื่อว่าการปรับฐานรอบนี้ยังมองเป็นโอกาสมากกว่า ระยะสั้นจะผันผวนจาก leverage ในตลาดที่ยังอยู่ในระดับสูง และเชื่อว่า Timeline ที่สำคัญคือกลางเดือน สิงหาที่ช่วงที่เราต้องจับตา และ Timeline ที่สำคัญที่สุด จากชุดข้อมูลปัจจุบันคือ ปลายเดือนกันยา เพราะเราน่าจะได้เห็นตัวเลขคนเสียชีวิตลดลงอย่างมีนัยยะ รวมถึงขบวนการเรื่องการเปิดเมืองท่องเที่ยว และยังรวมถึงเป้าหมาย 25% ที่มีโอกาสจะเห็นนโยบายการผ่อนคลายที่มากขึ้น หลังจาก Lockdown ในอาทิตย์ที่ผ่านมา
แอดขอแชร์แค่นี้ล่ะกัน ข้อมูลในหัวมีเยอะมากๆ แต่เอาเท่าที่นึกออกก่อนนะ ส่วนความเชื่อของงานวิจัย นโยบายภาครัฐ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล เพราะแอดติดตามหลายที่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข้อมูลตีกันยับ ไม่ขอออกความคิดเห็นล่ะกัน เคารพความเชื่อของแต่ล่ะท่าน
