KOSPI ของเกาหลีใต้หยุดการซื้อขายชั่วคราวหลังดิ่งกว่า 5% จาก SK Hynix และ Samsung
ธปท. เรียกผู้ประกอบการหารือแนวทางลดเพดานดอกเบี้ย คาดมีข้อสรุป ก.ค.
รายงานข่าวจากนสพ.ฐานเศรษฐกิจ (28 มิ.ย. 64) ระบุแหล่งข่าวจากสถาบันการเงินเปิดเผยว่า ธปท. เชิญสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อแต่ละประเภท เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจํานําทะเบียนรถ ซึ่งเป็นการหารือเบื้องต้นยังไม่มีข้อสรุป ส่วนใหญ่เป็น การรับทราบความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการ โดยภายในสัปดาห์นี้ผู้ประกอบการต้อง สรุปรายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย เพื่อ ธปท. ใช้ประกอบการพิจารณา ส่วนอัตรา ปรับลด 1-2% นั้น ยังไม่มีการพูดคุย
มองประเด็นการลดเพดานดอกเบี้ยกระทบกลุ่มธนาคารค่อนข้างน้อย
เรามองว่าโอกาสในการลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ธปท. อาทิ สินเชื่อ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจํานําทะเบียน มีค่อนข้างน้อย เนื่องจากได้มีการลดเพดาน ดอกเบี้ยของสินเชื่อต่างๆ ในปี 2563 มาแล้ว ขณะที่แนวคิดการลดเพดานดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบ ระยะยาว ขณะที่ปัจจุบันเป็นสถานการณ์ชั่วคราวซึ่งมาตรการการลดดอกเบี้ยชั่วคราว หรือการเจรจา แก้หนี้เป็นรายกลุ่มจะเหมาะสมมากกว่า ในอีกด้านหนึ่งการลดเพดานดอกเบี้ยจะส่งผลให้ ผู้ประกอบการปล่อยสินเชื่อยากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ทั้งนี้หากมีการพิจารณาปรับลดเพดานดอกเบี้ยจริง คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารค่อนข้าง น้อย เนื่องจากสินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่สินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อ (ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ไม่ได้ถูกพิจารณา ปรับลดเพดานดอกเบี้ย) มีสัดส่วนน้อยมากราว 3.5% ของสินเชื่อรวมในระบบสถาบันการเงิน อีกทั้ง ธนาคารยังปล่อยสินเชื่อต่างๆ ต่ํากว่าเพดานอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจที่กระทบอาจเป็นธุรกิจบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด เช่น AEONTS และ KTC ที่อาจมีการปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยใกล้เคียงกับ เพดานในสัดส่วนที่สูงกว่า
แต่สถานการณ์เศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยกดดัน
แม้เราจะคาดว่าประเด็นการลดเพดานดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารน้อยอย่างไม่มี นัยสําคัญ และราคาหุ้นของกลุ่มธนาคารได้ปรับตัวลงราว 6% นับตั้งแต่มีข่าวการลดเพดานดอกเบี้ย เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 64 สะท้อนปัจจัยลบจากประเด็นการลดดอกเบี้ยไปแล้ว ทําให้ Upside ของกลุ่มมี ความน่าสนใจมากขึ้น โดยเรายังเลือก Top pick คือ BBL (TP 151 baht) KBANK (BK:KBANK) (TP 158 baht) และ TISCO (TP 106 baht) อย่างไรก็ตามมองว่าการฟื้นตัวของราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารยังเป็นไปได้ ยาก เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดัน คือ สถานการณ์การระบาดรอบใหม่ของ COVID-19 ที่ทวีความรุนแรง ขึ้น และการปรับลดคาดการณ์ GDP ของสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะ กนง. ที่ปรับลดจากเดิมเติบโต 3% เหลือเพียง 1.8%
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities








