ราคา Bitcoin วันนี้: ดิ่งต่ํากว่า $71k เมื่อการเทขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกกระทบสินทรัพย์เสี่ยง
มีนิทานอีสปมากมายที่ลงท้ายด้วยบทสรุปว่า “ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอยเดิมเสมอ” ถึงแม้ว่าในนิทานแบบนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของบทหรือตัวละครไปบ้าง แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาก็มักจะเหมือนเดิมเสมอ นั่นคือสิ่งที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ...
หลังจากผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ได้ข้อสรุปออกมาอย่างที่เราก็น่าจะทราบกันหมดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลคือกราฟได้เปลี่ยนจากสูงชันเป็นทรงตัว ซึ่งในอดีตพฤติกรรมเช่นนี้เคยนำไปสู่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ มาแล้ว
พฤติกรรมเช่นนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่านักลงทุนมากมายกำลังเป็นกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป นักลงทุนในตลาดจะค่อยๆ ทยอยออกจากหุ้นกลุ่มธนาคาร อุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และพลังงานมากขึ้นซึ่งก็จะส่งผลกระทบให้ราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ปัจจุบันของกราฟผลตอบแทนพันธบัตรฯ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ถึงจุดที่ย่ำแย่ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้กองทุน ETF ของหุ้นกลุ่มการเงิน (NYSE:XLF) ร่วงลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่แล้ว XLF ในตอนนี้ปรับตัวลดลงมาจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 5.25% กราฟเปรียบเทียบผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระหว่างอายุ 10 ปีกับ 2 ปี ปรับตัวลดลงมาประมาณ 1.22% จากจุดสูงสุด 1.6% ในช่วงต้นเดือนเมษายน คิดเป็นการปรับตัวลดลงมาประมาณ 40 จุดเบสิส
ในตอนแรกกราฟเปรียบเทียบผลตอบแทนยังทรงตัวอยู่ได้แม้ว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีจะปรับตัวลดลง แต่ทันทีที่ผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ออกมา กราฟผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีก็ได้ปรับตัวขึ้นจาก 12 จุดเบสิสในวันที่ 15 มิถุนายนเป็น 26 จุดเบสิส
ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นกำลังจะได้โอกาสปรับตัวขึ้น
หากสุดท้ายแล้วธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งภายใน 2023 จริงตามที่พูด กราฟผลตอบแทนพันธบัตรฯ อายุ 2 ปีจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกมาก ซึ่งอาจจะไปไกลกว่า 60 จุดเบสิสเลยก็เป็นได้ แต่สำหรับผลตอบแทนฯ อายุ 10 ปีที่ปรับตัวลดลงมาระยะหนึ่งแล้ว กำลังส่งสัญญาณบอกกับเราว่าตลาดพันธบัตรไม่เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อจะเป็นภัยกับเศรษฐกิจในระยะยาว
แต่การที่กราฟเปรียบเทียบระหว่าง 10 ปีกับ 2 ปีชะลอตัวลงนั่นคือการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังจะชะลอตัว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเงินที่กำลังจะตึงตัวขึ้นเพราะการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 
ใครคือคนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากผลการประชุมเฟด?
แม้ว่าการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นข่าวดีในเชิงภาพรวมของเศรษฐกิจ แต่สำหรับตลาดหุ้น นี่คือสัญญาณบอกว่างานปาร์ตี้ขาขึ้นของพวกเขากำลังจะจบลงแล้ว และหุ้นที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือกลุ่มที่เคยได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากการเติบโตของสภาพคล่องในช่วงก่อน เมื่อเฟดตัดสินใจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย หมายความว่าความคาดหวังที่มีต่อเงินเฟ้อและสภาพคล่องก็จะลดลง และทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ได้กำไรลดลงด้วย
สรุปก็คือพฤติกรรมในกราฟเปรียบเทียบผลตอบแทนพันธบัตรฯ กำลังพยายามจะบอกกับนักลงทุนว่าสภาวะการชะลอตัวในตลาดทุนกำลังจะมาถึงอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อย่างไรก็ตามะธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่ได้คิดจะดึงสภาพคล่องออกจากตลาดในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงสัญญาณที่บอกให้เตรียมตัวกันเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เราเชื่อว่าพฤติกรรมของตลาดลงทุนจะเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปนับจากสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม การประกาศตัวเลขดัชนี PMI ภาคการผลิต การประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร จะมีส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการประชุมครั้งใหญ่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคม และยิ่งเส้นอัตราผลตอบแทนเปรียบเทียบคงที่อยู่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มหุ้นที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำในโลกยุคหลังโควิดกำลังจะเกิดขึ้น และแน่นอนว่าเศรษฐกิจจะต้องชะลอตัวลงเพื่อลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ
