ราคาทองคำและเงินลดลงต่อเนื่องเนื่องจากความแข็งแกร่งของดอลลาร์กดดันตลาดโลหะ
แต่พร้อมใช้เครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อพยุงการฟื้นตัวเศรษฐกิจในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป
-
Bank of Thailand Benchmark Interest Rate
Actual: 0.50% Previous: 0.50%
KTBGM: 0.50% Consensus: 0.50%
-
กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ “คง” ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ตามคาด แต่ยังคงกังวลสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 และแนวโน้มการแจกจ่ายวัคซีน ที่อาจกระทบการฟื้นตัวเศรษฐกิจ กนง. จึงต้องรักษา Policy Space เพื่อใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น
-
เรามองว่า กนง. จะไม่ลดดอกเบี้ยต่ำกว่า 0.50% เพราะการลดดอกเบี้ยไม่สำคัญเท่า การเพิ่มรายได้และเสริมสภาพคล่องให้กับภาคส่วนที่ประสบปัญหา ซึ่ง ธปท. จะเน้นการเร่งเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนต่อไป
-
แนวโน้มนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลายในฝั่งไทย ซึ่งสวนทางกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ พร้อมใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น (Tightening) อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าได้ ทั้งนี้ ต้องติดตามสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 และการแจกจ่ายวัคซีน ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางเงินบาทได้เช่นกัน
-
การประชุมครั้งถัดไป: 4 สิงหาคม 2564
กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ “คง” ดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% หลังการฟื้นตัวเศรษฐกิจชะลอตัวลงมากกว่าคาดจากการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19
-
กนง. มองว่า เศรษฐกิจชะลอตัวลงจากเดิม จากปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่ทั้งรุนแรงและยืดเยื้อ ทั้งนี้ แนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจะขึ้นกับสถานการณ์การระบาดของ COVID-19, ประสิทธิผลและการแจกจ่ายวัคซีน รวมถึง การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย กนง. ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจแย่ลงจากการประชุมในเดือนมีนาคม โดยมองว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้เพียง 1.8% ในปีนี้ และ 3.9% ในปีหน้า ตามการปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 7 แสนคน ในปีนี้ และ เพียง 10 ล้านคน ในปีหน้า อีกทั้งการบริโภคในประเทศยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ถึง 17.1% ในปีนี้ ซึ่งดีกว่าประมาณการครั้งก่อนที่มองว่าจะขยายตัวเพียง 10% ขณะเดียวกัน การลงทุนจากภาครัฐ รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐยังเป็นปัจจัยสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ
-
นอกจากนี้ กนง. มองว่า การจัดหาและเร่งแจกจ่ายวัคซีนคือเรื่องสำคัญที่สุด ขณะเดียวกัน มาตรการทางการคลังที่ต่อเนื่องจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ การเร่งเบิกจ่ายภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีกทั้ง นโยบายภาครัฐต้องสอดประสานกับมาตรการทางการเงินและสินเชื่อที่จะต้องเร่งกระจายสภาพคล่องที่มีอยู่สูงในระบบให้เข้าถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและรวดเร็ว เพื่อช่วยให้ทุกภาคส่วนทยอยฟื้นตัวได้
-
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นชั่วคราวและในระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมายได้ ตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจและฐานราคาน้ำมันดิบที่ต่ำในปีก่อนหน้า
-
กนง. มองความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ดังนี้ 1. ปัญหาการระบาดของ COVID-19 ที่อาจรุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ 2. ประสิทธิภาพของวัคซีนที่อาจน้อยลงกว่าคาด และ 3. ความต่อเนื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลัง
เราเชื่อว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 0.50% อย่างน้อย จนถึงปี 2024 และ มองว่า โอกาส “ลดดอกเบี้ย” มีไม่มาก หลัง ธปท. ย้ำจุดยืน “รักษา Policy Space”
-
เราคงยืนยันมุมมองเดิมของเรา ว่า ธปท. จะไม่ใช้การลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะ ธปท. อยากจะรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy space) และปัจจุบันPolicy Space เหลือเพียง 0.50% ทำให้การลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0% อาจไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจมากนักและอาจสร้างปัญหา Search for Yield ที่ ธปท. กังวลมาโดยตลอดได้ ทั้งนี้ เราเชื่อว่า ดอกเบี้ยไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่ากับการเข้าถึงสภาพคล่อง ดังนั้น กนง. จะพยายามออกมาตรการเพื่อเร่งกระจายสภาพคล่องที่มีล้นอยู่ในระบบไปสู่ผู้ประสบปัญหา เช่น ลูกค้าสินเชื่อรายย่อย หรือ ลูกค้าระดับ SME
-
ท่าทีที่ไม่เร่งรีบปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของ กนง. จะตรึงบอนด์ยีลด์ระยะสั้น ให้อยู่ในระดับต่ำ ใกล้ดอกเบี้ยนโยบาย แต่บอนด์ยีลด์ระยะยาวยังเสี่ยงที่จะปรับตัวขึ้นต่อได้ โดยบอนด์ยีลด์ 10ปี ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น ตามแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และ ตามทิศทางยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ซึ่งเราคาดว่า สิ้นปี อาจเห็น ยีลด์ 10ปี ไทย 1.95%-2.00%
-
อย่างไรก็ดี ทิศทางนโยบายการเงินของ ธปท. ที่ดูผ่อนคลาย สวนทางกับ ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเป็นแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้ในปีนี้ นอกจากนี้ ปัญหาการระบาดของ COVID-19 และการแจกจ่ายวัคซีนที่ล่าช้า ทำให้ เราเตรียมปรับประมาณเงินบาทอ่อนค่าลงมากกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยมองว่า แม้เงินบาทยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่า ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์, ดุลการค้าที่ยังเกินดุลอยู่ แต่ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจน้อยกว่าที่คิด ทำให้ค่าเงินบาทอาจแข็งค่ากลับไปได้เพียง 30.75-31.00 บาทต่อดอลาร์ ณ สิ้นปี ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ COVID-19 และการแจกจ่ายวัคซีนอย่างใกล้ชิด
